BIM กับการซ่อมบำรุงอาคาร

BIM คืออะไร?

ปัจจุบัน BIM (Building Information Modeling) หรือกระบวนการจำลองการก่อสร้างและบริหารการก่อสร้างในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลมีลักษณะคล้ายการเขียนโมเดลอาคาร 3 มิติ (Graphical Data: เช่นความกว้าง ยาว สูง รูปร่างหน้าตา สถานที่) ที่มีการฝังข้อมูลเข้าไปในโมเดล (Non Graphical Data: เช่นน้ำหนัก ราคา วันที่ก่อสร้าง ใบรับประกัน คุณสมบัติ) กระบวนการ BIM เป็นข้อบังคับในโครงการก่อสร้างในหลายประเทศ โดยในประเทศไทย มีการใช้อย่างแพร่หลายในช่วงการออกแบบและก่อสร้างในภาคเอกชน เช่น คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า รวมถึงภาครัฐ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2, ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเฟส 2, โรงประปาของการประปานครหลวง เป็นต้น เนื่องจากเจ้าของโครงการเล็งเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก กระบวนการ BIM ในขั้นตอนการก่อสร้างที่สามารถลดความผิดพลาดในการก่อสร้าง, โปร่งใส, ควบคุมเวลาการก่อสร้างได้ รวมถึงสามารถสื่อสารกับทีมงานได้ถูกต้อง

BIM กับบทบาทในการบริหารจัดการอาคาร

เป็นที่น่าเสียดายว่า อาคารหลายแห่งในไทยลงทุนสร้างโมเดล BIM ไว้ในช่วงการก่อสร้าง แต่โมเดลเหล่านั้นกลับไม่ถูกนำมาใช้งานในช่วงการเปิดใช้งานอาคาร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โมเดล BIM ของอาคารนั้นมีคุณค่าและประโยชน์ในตัวมันเอง หากนำมาใช้งานให้ถูกวิธีจะสามารถลดต้นทุนในการทำงานและเพิ่มรายได้ให้กับเจ้าของอาคาร”

A vertical low angle shot of modern glass business buildings touching the sky

อย่างไรก็ตามกระบวนการ BIM จะมีประโยชน์สูงสุด เมื่อนำไปใช้ในช่วงเวลาบริหารทรัพย์สินในช่วงเปิดให้บริการด้วย เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่สามารถมีอายุการใช้งานมากกว่า 50 ปี ในขณะที่ช่วงเวลาก่อสร้างอาคารอยู่ที่ 2-3 ปีเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันยังไม่นิยมนำ BIM ไปใช้ในการบริหารอาคารในประเทศไทย อาจมาจากด้วยสาเหตุหลายประการเช่น ยังขาดผู้จัดการอาคารที่เข้าใจเทคโนโลยี BIM หรือเจ้าของอาคารยังไม่เห็นประโยชน์หรือความสำคัญของ BIM ในช่วงการบริหารอาคาร หรือผู้เกี่ยวข้องอาจเห็นว่าองค์กรของเราไม่เคยใช้เทคโนโลยีนี้ก็ยังสามารถบริหารอาคารแต่ก็ยังกำไรมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ทำให้เป็นที่น่าเสียดายว่า อาคารหลายแห่งในไทยลงทุนสร้างโมเดล BIM ไว้ในช่วงการก่อสร้าง แต่โมเดลเหล่านั้นกลับไม่ถูกนำมาใช้งานในช่วงการเปิดใช้งานอาคาร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โมเดล BIM ของอาคารนั้นมีคุณค่าและประโยชน์ในตัวมันเอง หากนำมาใช้งานให้ถูกวิธีจะสามารถลดต้นทุนในการทำงานและเพิ่มรายได้ให้กับเจ้าของอาคาร อาจกล่าวได้ว่าโมเดล BIM ก็สามารถตีเป็นมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ในองค์กรได้

ประโยชน์ของ BIM ในการบริหารอาคาร

ประโยชน์ของกระบวนการ BIM ในช่วงเปิดใช้งานอาคารมีหลายประการ ประการแรกคือข้อมูลอาคารเป็นรูปแบบของ 3 มิติ ซึ่งมีความแม่นยำในการบันทึกข้อมูลและเชื่อมต่อกับข้อมูลต่างๆ สามารถบอกพิกัดและหน้าตาของทรัพย์สินได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ที่ปฎิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องทุกคนเข้าใจตรงกันว่าทรัพย์สินที่แจ้งซ่อมนั้น คือชิ้นไหน หน้าตาเป็นอย่างไร และตั้งอยู่ที่พิกัดใดในอาคาร นอกจากการเก็บข้อมูลเป็น 3 มิติแล้วยังสามารถเก็บข้อมูลในรูปแบบ 4 มิติ ที่มีเรื่องของเวลามาเกี่ยวข้อง ผู้ปฎิบัติงานสามารถย้อนกลับไปดูในอดีตของอาคารได้ สามารถดูประวัติการ Renovate ของห้อง หรือประวัติการต่อเติมโครงสร้างของอาคารได้ รวมถึงช่วยให้เห็นแนวท่อที่วางอยู่เหนือฝ้า ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่ต้องรื้อฝ้าทั้งหมดเพื่อทำการซ่อมบำรุง สิ่งเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงการบริหารอาคารในปัจจุบันอย่างก้าวกระโดด เนื่องด้วยการทำงานในปัจจุบันอิงกับข้อมูล 2 มิติ เช่นแบบพิมพ์เขียว หรือแบบ CAD ที่ไม่สามารถทำอย่างที่ BIM ทำได้

ประการถัดมาคือการมีจุดอ้างอิงในการเก็บประวัติการซ่อมบำรุง ในปัจจุบันข้อมูลการซ่อมบำรุงมักเก็บในรูปแบบของเอกสาร กระดาษ ซึ่งหากอาคารนั้นมีอายุการใช้งานมานาน เช่นมากกว่าสิบปีขึ้นไป ประกอบกับอาคารมีขนาดใหญ่ จะทำให้ข้อมูลดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก หากเป็นในรูปแบบกระดาษจะสิ้นเปลืองที่เก็บ และแม้ว่ามีระบบเก็บเป็นดิจิทัลก็ตามแต่ไม่ง่ายในการจัดระเบียบข้อมูลให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลได้ง่าย อาคารในปัจจุบันจึงพึ่งพาบุคลากร คนเก่าแก่ขององค์กรในการบริหารจัดการข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงหากบุคลากรเหล่านั้นลาออก หรือเกษียณจากองค์กรไป ข้อมูลเหล่านี้จะหายไปทันที ซึ่งการนำกระบวนการ BIM มาใช้จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เช่นฐานข้อมูลของแอร์แต่ละเครื่องนั้นต้องเชื่อมต่อกับตัวโมเดล 3 มิติของแอร์เหล่านั้น ทำให้การบริหารข้อมูลทำได้ง่าย

หลักการทั้งหมดนี้อาจมีการดำเนินงานอยู่แล้วในองค์กรใหญ่ต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก BIM เลย ในรูปแบบของ ERP (Enterprise Resource Planning) อาจรวมถึงระบบบัญชี การจัดซื้อ และการซ่อมบำรุง ซึ่งการนำ BIM เข้าไปบูรณาการกับ ERP นั้น จะช่วยให้การทำงานเป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น สามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้องค์การใหญ่อาจมีระบบแจ้งซ่อม (Ticketing) ของเดิมอยู่แล้วที่มีการบันทึกว่าทรัพย์สินชิ้นไหนเสีย ใครเป็นคนซ่อมเมื่อไหร่ โดยการบูรณาการระบบแจ้งซ่อมเข้ากับ BIM นั้นจะทำให้องค์กรสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น เห็นชัดเจนว่าเครื่องจักรชิ้นใดอยู่ที่บริเวณไหนของอาคารเสียหาย

BIM กับ IoT

นอกจากนี้การที่ราคาของ IoT (Internet of Things) ถูกลง จึงสามารถนำข้อมูลจาก IoT มาบูรณการกับ BIM Model ได้เลย เช่น ช่างซ่อมบำรุงอาคารสามารถตรวจสอบสถานะของเครื่องจักรสำคัญ อย่าง เครื่องสูบน้ำ ตู้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ว่าเครื่องใดทำงานได้ปกติ เครื่องใดเริ่มเกิดปัญหาต้องซ่อมแซมหรือซื้อใหม่ ทำให้สามารถบริหารงบประมาณการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ และยังสามารถประหยัดเวลาของช่างซ่อมบำรุงอาคาร ลดความถี่ในการเดินไปจดค่าการทำงานของเครื่องจักร และไปใช้เวลากับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า เช่น การวางแผนซ่อมบำรุงอาคารทั้งปี เป็นต้น

Architect using transparent tablet smart construction technology in double color exposure effect

สรุป

เห็นได้ว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง BIM มาใช้ในกิจกรรมการบริหารอาคารนั้น จะช่วยให้ลดต้นทุนของการบริหารจัดการอาคารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถขยายผลจากอาคาร นำไปใช้กับโครงสร้างพื้นฐานระดับเมือง หรือที่เรียกว่า Smart City ได้ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนและ GDP ของประเทศ

BIM – Back to Basics ตอนที่ 1

ในกลุ่มคนทำงานที่พยายามผลักดันเรื่อง Digital Transformation ในองค์กรกันมาหลายปีมีคำพูดติดตลกที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ว่าไม่ใช่ CXO หรือ ผู้บริหารคนไหนหรอกนะที่ทำให้เกิดกระบวนการนี้สำเร็จในองค์กร แต่มันเป็นเพราะตัวละครลับที่ชื่อว่า ไวรัส SARS-CoV-2 หรือที่เราคุ้นชินกันในชื่อ COVID-19 หรือ โควิด-19 ต่างหาก ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในการทำงาน

ไม่ว่าจะ WFH (Work from Home) หรือจะ Online Meeting ที่ทำให้ทุกคนรู้จัก Zoom, MS Teams, Google Meet, Skype, Webex และอื่นๆอีกมากมาย เกิดการก้าวกระโดดของโลก Digital ในหลายๆด้านที่เราได้เห็นในการปรับตัวของทุกธุรกิจทุกภาคส่วน รวมไปถึงวงการออกแบบและก่อสร้างที่เราได้เห็นการก้าวกระโดดในหลายๆด้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งการตรวจหน้างานด้วยกล้อง 360 เปรียบเทียบกับ Dodel หรือแบบ 3 มิติ หรือ Point Cloud ที่ได้จากการใช้ 3D Laser Scanner เก็บสภาพหน้างาน จนก้าวกระโดดเข้าสู่ Digital Twin (ฝาแฝดดิจิทัล) หรือแม้กระทั่งการพยายามค้นหาการเชื่อมโยงกับ Metaverse

กลับมาสู่เรื่องของกระบวนการ BIM (Building Information Modeling) ที่ในภาษาไทยนิยามว่า แบบจำลองสารสนเทศอาคาร แต่คำที่คุ้นชินและพูดติดปากกันคือ “บิม” ที่บางคนก็อยากจะทำบิมเองแต่ไม่รู้ว่าบิมจริงๆแล้วคืออะไร บางคนก็ถูกสั่งมาให้ทำบิม บางคนก็ได้ยินมาว่าบิมดีบริษัทอื่นใช้แล้วบริษัทเราต้องใช้บ้าง บางคนก็รู้สึกว่าบิมมันเทคนิเคิ่ลมากเลย มันต้องใช้โปรแกรมวุ่นวาย หรือบางคนก็คิดว่าก็แค่เปลี่ยนจาก AutoCAD เป็น Revit® ฯลฯ

ผ่านมาเกือบ 10 ปีที่ในเมืองไทยได้มีการใช้ BIM อย่างจริงจังในการออกแบบและก่อสร้างโครงการและเริ่มคลืบคลานเข้าสู่การใช้ประโยชน์ในระยะยาวคือการส่งมอบต่อ BIM-based Model and data ไปสู่การบริหารและดูแลรักษาอาคาร ดูก้าวหน้า ดู advance มากเลย แต่ทำไม BIM ยังคงเป็นเหมือนเรื่องลึกลับสับสนในการทำงานในหลายๆโครงการอยู่เลย 

บทความวันนี้เราเลยอยากพาทุกๆคนกลับไปสู่พื้นฐาน ไปส่อง Timeline ของ BIM และคำที่ถูกนิยามขึ้นมาให้เหมือนต้องท่องศัพท์มากขึ้นไปอีกเพราะเราไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักหรือแม้แต่คนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักเองก็ยังงงว่ามันคืออะไรในหลายๆครั้ง

BIM

Building Information Modeling เป็นการกระบวนการและเป็นเทคโนโลยีในการสร้างโมเดลจำลองของอาคารด้วยซอฟต์แวร์ในคอมพิวเตอร์เป็น 3 มิติ ที่มีข้อมูลของงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมอยู่ในนั้นด้วย ทำงานได้ทั้งในรูปแบบ 3 มิติและ 2 มิติ มีทั้งข้อมูล Graphical Data และ Non-Graphical Data สามารถดึงข้อมูลออกมาใช้ได้หรือเชื่อมโยงไปยังซอฟต์แวร์อื่นๆ เพื่อให้เกิดการประสานงานที่ดีขึ้นระหว่างผู้ออกแบบงานต่างๆ เจ้าของงาน ผู้จัดการโครงการ ผู้คุมงานโครงสร้าง ผู้รับเหมา รวมถึงที่ปรึกษาด้านพลังงานและอื่นๆอีกมากมาย

โดยกระบวนการ BIM นี้สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ตั้งแต่ช่วงศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ช่วงออกแบบ ช่วงก่อสร้าง จนกระทั่งช่วงบริหารจัดการอาคาร แนวความคิดเรื่อง BIM ได้มีการริเริ่มมาตั้งแต่ช่วงยุค 70s จนกระทั่งเกิดซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า ArchiCAD® ในปี ค.ศ. 1982

แต่คำว่า BIM หรือ Building Information Modeling เพิ่งถูกนิยามและเผยแพร่ใน White Paper ของ Autodesk® ในปี ค.ศ. 2002 ซึ่งใช้เวลาอีกเป็น 10 ปีกว่ากระบวนการนี้จะแพร่หลายในการทำงาน จนกระทั่งออกเป็นมาตรฐานสากลในเรื่องของ “การบริหารจัดการข้อมูลตลอดวงจร (Lifecycle) ของสินทรัพย์โดยการใช้ BIM” ในชื่อว่า ISO 19650-1:2018 และ ISO 19650-2:2018 ในปี ค.ศ. 2018 และตามมาด้วย ISO 19650-3:2020 และ ISO 19650-5:2020 ในปี ค.ศ. 2020

คำถามกลับมาที่ว่าแล้วทำไมต้องทำ BIM ในเมื่องานที่ทำแบบเดิมก็สามารถออกแบบและก่อสร้างได้ ผู้เขียนเคยเปรียบเทียบให้คุณพ่อฟังว่า คุณพ่อเป็นเหมือน Super Computer ที่ผลักดันทั้งโครงการได้เพราะคุณพ่อสามารถเปิดอ่านแบบอาคารทั้งงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมและรายการประกอบแบบแล้วจำรายละเอียดได้ เห็นภาพ 3 มิติในหัว วางแผนงานก่อสร้างว่าจะต้องทำอะไร จำนวนเท่าไหร่ในหนึ่งวัน และแผนงานในแต่ละวันควรจะเป็นอย่างไร สั่งของเท่าไหร่ ต่อรองราคาอะไร จัดเข้าระบบมาตรฐานของบริษัทอย่างไร เพื่อให้โครงการสามารถเสร็จได้ตามกำหนดและได้ผลกำไรให้บริษัท แต่ในบริษัทหรือในโครงการจะมีกี่คนที่สามารถเป็น Super Computer ได้อย่างคุณพ่อ

“ในเมื่อความสามารถของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน เราจึงต้องนำเทคโนโลยีและระบบเข้ามาช่วยทำให้ทีมงานสามารถทำงานร่วมกัน เห็นภาพเดียวกัน แล้วกลายเป็น Super Computer ได้ ซึ่งกระบวนการ BIM คือสิ่งนั้น”

Open BIM

ถูกผลักดันโดยองค์กร buildingSMART® กลุ่มบริษัทของ Nemetschek Group บริษัท Tekla® และซอฟต์แวร์อื่นๆอีกมากมาย เพื่อให้ผู้ใช้งานได้มีสิทธิ์เลือกและทางเลือกในการใช้ซอฟต์แวร์ที่หลากหลาย เหมาะสมกับงานของตนเอง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ดี สื่อสารกันได้ดี ลดความผิดพลาดจากการ Coordinate ระหว่างซอฟต์แวร์ต่างค่าย ทั้งในช่วงออกแบบ ก่อสร้าง และใช้งานอาคารเพื่อบริหารจัดการและดูแลรักษาซ่อมบำรุงอาคาร โดยเกิดเป็นไฟล์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น ไฟล์นามสกุล IFC (Industry Foundation Classes)

BIM vs CAD

“คำว่า CAD ไม่ใช่ AutoCAD ที่เป็นชื่อซอฟต์แวร์ในการทำงานเขียนแบบ 2 มิติแทนการเขียนแบบด้วยมือ ที่คนไทยเรียกติดปากว่า แคด และใช้เป็นคำสื่อสารในการส่งแบบที่เป็นดิจิทัลไฟล์ที่สามารถนำมาทำงานต่อหรือแก้ไขได้”

 

CAD ย่อมาจาก Computer Aided Design หรือ Computer Aided Drafting โดยซอฟต์แวร์ที่ทำ CAD ต่างจากซอฟต์แวร์ที่ทำ BIM ตรงที่ซอฟต์แวร์ CAD จะเกี่ยวข้องกับเรขาคณิต (Geometry) ทั้ง 2 มิติและ 3 มิติ แต่ไม่มีข้อมูลของวัสดุที่สามารถถอดออกมาได้จากคุณสมบัติพื้นฐาน(Basic Properties หรือ Scheduling) จากโมเดล

ในเรื่องของพื้นที่หรือปริมาณของ CAD จะต้องนำระยะมาบวกลบคูณหารเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขที่หา

เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกคิดค้นขึ้นและมีราคาลงมาอยู่ในระดับที่จับต้องได้ CAD จึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเปลี่ยนเครื่องมือในการเขียนแบบที่เคยถูกจำกัดอยู่ที่กระดาษ ดินสอ ปากกา ไม่ว่าจะเขียนเป็น แปลน รูปด้าน รูปตัด รูป Isometric และการตัดโมเดลจำลองด้วยวัสดุต่างๆแล้วประกอบเป็นงานออกแบบที่นำเสนอ ให้ไปอยู่ในคอมพิวเตอร์ มีความเป็นดิจิทัล สามารถแก้ไขได้ก่อนที่จะพิมพ์ออกมาบนกระดาษ ซึ่งทำให้วิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมต้องเรียนรู้วิธีที่จะเขียนและนำเสนองานที่เป็น 3 มิติออกมาในรูปแบบ 2 มิติ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจรวมถึงผู้รับเหมาที่จะต้องสามารถอ่านแบบ 2 มิติแล้วประกอบสิ่งเหล่านั้นกลับเป็นการก่อสร้างให้ออกมาเป็น 3 มิติที่สามารถเข้าไปใช้งานได้ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความสามารถในการแปลข้อมูลไปมาของมนุษย์เพื่อการสื่อสารและทำงาน ทั้งจากภาพที่เห็นและการชี้ระบุวัสดุและรายการประกอบแบบ เราคุ้นชินกับกระบวนการนั้นซึ่งต่ออาศัยความสามารถของผู้อ่านแบบ สื่อสาร และควบคุมงานเป็นอย่างมาก

เมื่อเทคโนโลยีก้าวกระโดดไปอีกขั้นซอฟต์แวร์ CAD มีการพัฒนาต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดเป็นเทคโนโลยี BIM หรือกระบวนการ BIM เพื่อยกระดับการสื่อสารและการประสานงานให้ดียิ่งขึ้น ให้ทุกคนที่ทำงานด้วยกันเห็นภาพภาพเดียวกันและข้อมูลชุดเดียวกัน โดยการทำงานจะต้องสนใจทั้ง 3 มิติ 2 มิติ และข้อมูลของวัสดุที่ใส่ในโมเดล และมีการใช้เทคโนโลยีอื่นๆเพิ่มเติม เช่น 3D Printing ที่ช่วยให้การนำเสนอโมเดลไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงการใช้วัสดุต่างๆมาตัดประกอบหรือรูปฟอร์มที่จำกัด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการเก็บภาพและสภาพของพื้นที่หรือหน้างานเดิม (survey) เป็น 3 มิติ ที่มีการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน / Drone) และ เครื่องเลเซอร์แสกน 3 มิติ (3D Laser Scanner) ที่เก็บข้อมูลเป็นภาพถ่าย 360 องศา และ Point Cloud

ในตอนหน้า ผู้เขียนจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจคำศัพท์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Point Cloud, BIM Uses รวมทั้งคำศัพท์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในเชิงลึกมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์จากการใช้ BIM

ใครได้ประโยชน์จากการใช้ BIM

คำถามนี้คงเป็นคำถามแรกๆเมื่อเรา (หรือหัวหน้าเรา) จะตัดสินใจใช้ BIM ก่อนที่จะลงไปคุยกันว่าใครได้ประโยชน์จากการใช้ BIM บ้าง เรามาดูก่อนว่า BIM ในคำนิยามของแต่ละภาคส่วนมอง BIM ว่าย่อมาจากอะไร เราคงทราบกันมาว่านิยามโดยทั่วไปของ BIM คือ Building Information Modeling แต่เมื่อมีการนำมาใช้งานกันมากขึ้น เริ่มมีการมอง BIM ในมิติที่แตกต่างออกไป เช่น Building Information Measurement บ้าง Building Information Management บ้าง หรือบ้างแตกออกไปเป็น CIM Construction Information Modeling บ้าง Civil Information Modeling บ้าง City Information Modeling ก็เคยได้ยิน ได้เห็นมาบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่นำกระบวนการนี้ไปใช้ นำไปขยายการใช้งานส่วนใด

กลับมาที่หัวข้อที่เราเกริ่นไว้ โดยอาจจะขออนุญาตยกตัวอย่างการใช้งานเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ทั้งกระบวนการ อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดในแต่ละส่วนมากนัก เพราะในแต่ละส่วนมีรายละเอียดและการใช้งานที่หลากหลาย เขียนอธิบายกันได้ Discipline ละตอนกันเลยทีเดียว

เจ้าของโครงการ

เจ้าของโครงการสามารถใช้ BIM ได้ตั้งแต่การหาที่ดิน เราสามารถใส่ข้อมูลการใช้งานของแต่ละพื้นที่เพื่อดูเรื่องค่าก่อสร้าง และ คืนทุนการลงทุนได้ลงในโมเดล 3 มิติ โดยผูกกับฐานข้อมูลการลงทุนที่มีอยู่ เมื่อโมเดล 3 มิติเปลี่ยน ข้อมูลการลงทุนก็เปลี่ยนทันที ช่วยในการหาจุดคุ้มทุน หรือรูปแบบที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น โดย โมเดล 3 มิติอาจจะแสดงแนวระยะถอยร่น (Set back) หรือระยะต่างๆตามกฎหมายกำหนดได้ด้วย แล้วแต่ความสามารถของผู้ใช้ และโปรแกรมที่เลือกใช้ ทั้งนี้บางกรณี ผู้ลงทุนอาจจะใช้โมเดล 3 มิตินั้น เพื่อดูทิศทางแดด หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ได้ เช่นเดียวกัน

ช่างสำรวจ (Surveyor)

เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงการรังวัด สำรวจ การให้ระดับก็ได้มีการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ มีตั้งแต่การเก็บข้อมูล ระยะ ที่มีค่าความคลาดเคลื่อน มากน้อยต่างกันในแต่ละเทคโนโลยีและการนำไปใช้งาน ตัวอย่างเช่น การถ่ายรูป 360 มาใช้วัดระยะ ใส่โน้ตได้ รวมถึงการสร้างรูป 3 มิติขึ้นมาจากรูปถ่าย หรือการใช้กล้อง 3D scanner เพื่อเก็บ Point cloud ที่ได้ทั้งข้อมูลที่ใช้เรื่องระยะ รูปถ่าย และการรับรู้ในเชิง 3 มิติที่เกิดขึ้นจากจุด รวมถึงการใช้โดรน บวกเข้ากับเทคโนโลยี การถ่ายรูป หรือ 3D scanner ก็มีการนำมาใช้เช่นกัน ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลที่เป็นดิจิทัลมา ไม่ว่าจะเป็น วิธีใดก็แล้วแต่ เราสามารถ แชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก ทำให้ข้อจำกัดเรื่องต้องมาพื้นที่จริงน้อยลง

ผู้ออกแบบ

ผู้ออกแบบไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม งานวิศวกรรม หรือสายงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้กระบวนการทำงานของ BIM ที่นำBIM Model มาทำเป็นแบบ 2 มิติ ทำแบบ 3 มิติ Perspective การทำ Presentation รวมถึงการนำมา Simulate ตามแต่ละจุดประสงค์ เช่น การวิเคราะห์เงาที่ตกกระทบต่อรอบข้าง การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์แรงลม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ Programming เพื่อช่วยในการออกแบบ เช่น Grasshopper for RhinoDynamo for Revit ที่ช่วยให้การออกแบบมีรูปทรงที่อิสระมากขึ้น หรือใช้โปรแกรมมิ่งเพื่อช่วยทำงานซ้ำๆแทนผู้ออกแบบได้ ทำให้เพิ่มขีดความสามารถ ของผู้ออกแบบได้มาก ลองผิดลองถูกในขั้นตอนการออกแบบได้มากขึ้น

ตัวอย่างวิธีออกเเบบห้องน้ำขนาดเล็กโดยใช้ BIM Object จาก Hafele 

ผู้คิดราคา

เมื่อทางผู้ออกแบบมีอิสระทางความคิดในด้านรูปทรงของอาคาร โครงการมีความซับซ้อนมากขึ้น ทางผู้ถอดปริมาณเพื่อประเมินราคา คงต้องมีวิธีการในการรับมือ เมื่อได้รับโมเดลมาให้สามารถถอดปริมาณได้ ซึ่งทำได้หลายวิธี มีทั้งการถอดโดยตรงจาก Native file หรือ Third party program ทั้งนี้ การคิดราคาจากกระบวนการ BIM เราสามารถแบ่งได้ 3 ส่วนใหญ่ๆคือ

  1. ปริมาณที่ออกมาจากโมเดลโดยตรง เช่น ปริมาณวัสดุปูพื้น จำนวนประตู หรือของที่นับชิ้นได้
  2. ปริมาณที่ไม่ออกมาจากโมเดลโดยตรง เช่น ไม้แบบ งานขุดดิน
  3. งานประกอบอื่นๆ เช่น งานชั่วคราว ค่า Overhead

ข้อที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากคือ ต้องตรวจสอบว่าโมเดลที่ได้รับมามีความถูกต้อง และเหมาะสมที่จะถอดปริมาณไหม รวมถึงปริมาณที่ไม่สามารถถอดได้โดยตรงจากโมเดล จะทำเช่นไร มีวิธีคิดอย่างไร เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจไม่น้อยกว่ากัน

ผู้เขียนแบบก่อสร้าง

แต่เดิมการทำงานด้านนี้ต้องนำแบบ 2 มิติสถาปัตย์ แบบโครงสร้าง งานระบบ งานตกแต่งภายใน และงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องมาซ้อนกัน เพื่อหาปัญหาและเขียนแยกออกมาเพื่อให้สะดวกกับการก่อสร้างหรือติดตั้งในแต่ละความรับผิดชอบของผูรับเหมา ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์ในการทำงานที่มาก เพื่อมองให้เห็นขั้นตอนและปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แต่เมื่อมีการใช้งานระบบ BIM ที่เป็นโมเดล 3 มิติ ทำให้เห็นปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้ที่มีประสพการณ์ในตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการแสดงแบบในรูป 3 มิติร่วมกับแบบ 2 มิติ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น สื่อสารกับผู้นำแบบไปใช้ได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ยังช่วยลดการผิดพลาดจากการเขียนแบบผิด หรือแบบแปลนกับรูปตัด (หรือแบบอื่นๆ) ไม่ตรงกัน เพราะแบบ และข้อมูลในแบบออกมาจากโมเดลเดียวกัน (ถ้าทำงานถูกวิธี) และเมื่อเกิดการแก้ไขก็จะช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน

ผู้รับเหมา

เวลา คุณภาพ และงบประมาณ เป็นสิ่งแรกๆที่ผู้รับเหมาคำนึงถึง ผู้รับเหมาสามารถนำโมเดล 3 มิติที่ผู้ออกแบบส่งมาให้ (หรือขึ้นใหม่ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้งาน) ใส่ข้อมูลด้านเวลา ทำอะไร ทำเมื่อไหร่ โดยใคร เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น มีทั้งการใส่เวลาโดยละเอียดในของแต่ละชิ้นเพื่อให้เห็นลำดับการติดตั้ง กระบวนการจัดการด้านความปลอดภัย และงานชั่วคราว ของงานติดตั้งนั้นๆ หรือจะเป็นภาพใหญ่ที่แสดงเวลาของทั้งโครงการ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าตัวเองต้องจัดการอะไรเมื่อไหร่ รวมถึงเมื่อเป็นโมเดล 3 มิติ สามารถนำมาใช้ในด้านการวางแผนการขนส่ง (Logistics) ได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้บางโครงการมีการนำการเทียบ BIM โมเดล กับหน้างานปัจจุบัน ว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็จะช่วยให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพเดียวกัน ส่งผลให้งานที่สำเร็จมีคุณภาพมากขึ้น เช่น เราสามารถแสดงงานระบบจาก BIM โมเดลซ้อนทับกับหน้างานจริง เป็นต้น (สามารถหาตัวอย่างเพิ่มเติมได้ใน Google พิมพ์ Hololens Construction)

ผู้ติดตั้ง

ผู้ติดตั้งสามารถ รู้ปริมาณ รู้เวลาที่จะเข้าติดตั้งงาน รู้พื้นที่ที่จะใช้ขนย้ายอุปกรณ์ พื้นที่ในการจัดเตรียมงาน พื้นที่ที่จะติดตั้งจาก BIM Model ทั้งนี้เมื่อรู้ข้อมูลดังข้างต้น ผู้ติดตั้งอาจจะเตรียมเป็นโมดูลมาจากโรงงาน และยกมาติดตั้งที่หน้างาน ทำให้ควบคุมคุณภาพของงานได้ดียิ่งขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น

CPAC Green Solution ร่วมมือ Thai Obayashi พัฒนานวัตกรรม Module Restroom Solution

ผู้ผลิต

ผู้ผลิต ก็เป็นหนึ่งใน Supply chain ที่สำคัญในการผลิตเพื่อตอบสนองผู้ออกแบบ ผู้ก่อสร้าง แต่เดิม ผู้เขียนแบบจะใช้ไม้บรรทัด Template เขียนรูปร่างที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ถัดมาก็จะเป็น Block 2D Drawing file และบางผู้ผลิต ก็จะเตรียม 3D Model file เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เกี่ยวข้องในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้

“ใน BIM process นั้นผู้ผลิตสามารถ ใส่ข้อมูลทั้ง 2 มิติ ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ (Specification) วิธีการติดตั้ง วิธีดูแลรักษา (Manual) บางผู้ผลิตใส่ระยะที่จำเป็นในการบำรุงรักษาลงใน BIM Model ด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้ที่จะนำไปใช้สะดวกมากขึ้น และยังช่วยให้เห็น 3 มิติ เมื่อแสดงใน Project BIM model ก็จะสามารถนำไปใช้ได้อีกหลากหลายจุดประสงค์”

บริหารจัดการอาคาร

หลังจากส่งมอบโครงการแล้ว ข้อมูลที่อยู่ใน BIM Model ที่ถูกออกแบบการจัดการข้อมูลไว้นั้น จะช่วยให้ผู้จัดการอาคารทราบข้อมูล ขนาดพื้นที่ ชื่ออุปกรณ์ ชื่อผู้ผลิต เป็นต้น โดยที่เปิดดูได้จากโมเดลได้โดยตรง หรือเข้าถึงข้อมูลผ่านโมเดล ซึ่งผู้บริหารโครงการถ้าเข้าร่วมตั้งแต่ออกแบบ และก่อสร้างได้ จะมีข้อดี เช่น การกำหนดข้อมูลที่จำเป็นให้ผู้ออกแบบ และผู้รับเหมาระบุ หรือสามารถตรวจสอบระยะการ Maintenance ในช่วงตรวจสอบโมเดลในการก่อสร้าง เป็นต้น

เจ้าของโครงการ

สุดท้าย เจ้าของโครงการจะได้ ข้อมูลจาก BIM Model จะกลับมาเป็นฐานข้อมูล เพื่อที่สามารถนำไปพัฒนาในโครงการถัดไปได้ดียิ่งขึ้น (ในปัจจุบันผู้เขียนเข้าใจว่ามีการเก็บข้อมูลกลับมาใช้อยู่บ้างแล้วในการทำงานที่ไม่ใช่ BIM) ซึ่ง BIM Model จะช่วยให้ข้อมูลที่กลับมามีความละเอียด และได้มา (เกือบ) อัตโนมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อมูลและการวางโครงสร้างของข้อมูลที่อยากได้ตั้งแต่เริ่มโครงการ

โปรแกรมเมอร์

ผู้เขียนขอแถมอีกส่วนหนึ่งที่มีบทบาทหลังจากเริ่มกระบวนการ BIM ถ้าจะให้เห็นภาพง่ายๆขอเปรียบการทำงานด้วยระบบ BIM คือการทำงานบนระบบดิจิทัล ซึ่งข้อมูลหรือโมเดลที่เป็นดิจิทัลเหล่านี้ ทางโปรแกรมเมอร์ จะสามารถเขียนโปรแกรมหรือดึงข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมิติ เช่น การทำงานที่เป็นงาน Routine หรืองานที่ยากที่จะเขียนแบบหรือสร้างโมเดล ก็ให้คอมพิวเตอร์มาช่วยทำแทนได้มากขึ้น ซึ่งมีทั้งโปรแกรมสำเร็จรูป หรือโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาเองผ่าน API ที่แต่ละโปรแกรมอนุญาตให้เชื่อมต่อ หรือการที่มีผู้สนใจ Grasshopper for RhinoDynamo for Revit หรือ Generative Design รวมถึงการใช้ AI ที่มากขึ้น

สุดท้าย ผู้เขียนคงไม่สามารถตอบได้ว่าใครได้ประโยชน์จากการใช้ BIM ของทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ ทั้งด้านเด่น และด้านด้อย ทั้งนี้ตลาดได้ทำการเชื้อเชิญ (กึ่งบังคับ) ให้เราต้องปรับตัวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิด และขนาดของโครงการ

สุดท้ายผมขอถามท่านผู้อ่าน นิยามคำว่า BIM ของท่านคืออะไร