TBIM
  • หน้าแรก
  • ข่าวและกิจกรรม ▼
    • ข่าว
    • กิจกรรม
  • คลังความรู้ ▼
    • บทความ
    • สื่อมัลติมีเดีย
  • ดาวน์โหลด ▼
    • เอกสาร
    • แอพพลิเคชั่น
  • Forums
  • BIM Profile
  • เกี่ยวกับสมาคม ▼
    • รู้จักสมาคม
    • ติดต่อเจ้าหน้าที่
    • คณะกรรมการ
    • ผู้สนับสนุน
  • สมาชิก
    • เข้าสู่ระบบ/สมัครสมาชิก
  • Menu Menu

จาก BIM สู่ Digital Twin ตอนที่ 2

November 11, 2023/in บทความ, Uncategorized

Software ที่ใช้ Operate BIM ในลักษณะ Digital Twin ไม่ใช่ Software เพื่อสร้าง File BIM

สำหรับทั้งผู้ประกอบวิชาชีพและเจ้าของโครงการบางครั้งพอได้ยินคำว่าการใช้ BIM มาเพื่อบริหารอาคาร จะคิดถึงการที่ต้องลงทุนในระบบ Software ราคาสูงที่ต้องใช้ในการเขียน BIM File หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูง ในระดับเดียวกับที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างหรือบริษัทออกแบบลงทุน ในความเป็นจริงแล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในระดับดังกล่าว เพียงแต่ต้องมีความเข้าใจเรื่อง BIM มีศักยภาพในการจัดเก็บและ มี Software ด้าน Digital Twin เพื่อใช้ประโยชน์เท่านั้น

Software ด้าน Digital Twin คือ Software ที่นำ BIM File (ซึ่งในที่นี้ถือว่าเป็นฐานข้อมูลประเภทหนึ่ง) มาเป็นข้อมูลแกนกลางไปเชื่อมโยงกับ ฐานข้อมูลอื่นๆ ในระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการสินทรัพย์ อาคาร สาธารณูปโภค หรือ เมือง Software ดังกล่าวเป็น Software ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ Software ที่ใช้ในการสร้างหรือปรับเปลี่ยนแก้ไข BIM File ในกรณีที่เป็นงานออกแบบ ก่อสร้าง อันเป็น Software ที่ผู้ใช้ BIM ในประเทศไทยมีความคุ้นเคยอย่างดี

Software ด้าน Digital Twin คือ Software ที่นำ BIM File ไปใช้ประโยชน์ต่อ เปรียบได้กับ Software ที่ใช้ BIM File ไปทำจำลองสถานการณ์ ด้าน พลังงาน หรือ ด้านจราจร หรือไป ทำ Rendering ให้มีความสวยงาม เป็นต้น Software ในลักษณะนี้จะไม่สามารถทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลง BIM File ได้ ดังนั้นเจ้าของสินทรัพย์ไม่ได้มีความจำเป็นต้องลงทุน Software ในการสร้าง BIM เหมือนกับธุรกิจออกแบบก่อสร้าง แต่เจ้าของต้องลงทุนด้านอื่นๆ ที่จะมีการกล่าวถึงต่อไป

สาระสำคัญของ Software ด้าน Digital Twin ที่มี BIM เป็นแกนกลาง คือ “การเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลของ Data ทุกประเภท” Software ลักษณะนี้ปัจจุบันมีหลายยี่ห้อ ที่เจ้าของกิจการหรือ  ผู้บริหารองค์กรสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมได้

ทั้งนี้ศักยภาพการเชื่อมโยงฐานข้อมูลหรือแหล่งข้อมูล โดยหลักจะประกอบด้วยการเชื่อมโยงดังต่อไปนี้

การเชื่อมโยง #1 กับ ระบบ Enterprise Resource Planning

Enterprise Resource Planning หรือ ERP คือ ระบบที่ใช้ในการบริหารธุรกิจโดยตรง เป็นการบันทึกด้านบัญชี การเงิน สินทรัพย์ และสถานะขององค์กร ที่เป็นแกนกลางทางธุรกิจ ในกรณีที่ องค์กรเป็นเจ้าของสินทรัพย์ หรือมีการเช่าสินทรัพย์ใดๆ โดยเฉพาะที่เ็ป็นอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลของสินทรัพย์ดังกล่าวจะปรากฎอยู่บน ERP

การบันทึกข้อมูลของสินทรัพย์ลงใน ERP นั้นมีได้ตั้งแต่ประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแบบก่อสร้าง เช่น วันที่สินทรัพย์นั้นเข้าระบบ หรือ ชื่อผู้เช่า หรือ ราคาที่ซื้อมา หรือ ค่าเสื่อมสินทรัพย์นั้นๆ เป็นต้น ซึ่ง ข้อมูลลักษณะนี้ Digital Twin จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่สามารถทำให้ปรากฎได้ เมื่อดูจาก Digital Twin อันเป็นความสะดวกอีกลักษณะหนึ่ง เช่น เมื่อดู Digital Twin และผู้เช่ามีความสนใจห้องเช่าเพิ่มเติม และกดดูทาง Digital Twin จะสามารถทราบได้ทันที ว่าห้องที่สนใจนั้นใครเช่าอยู่ หรือจะหมดสัญญาเช่าเมื่อใด เป็นต้น หากเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแบบก่อสร้าง หรือสภาพแวดล้อมทางกายภาพ Digital Twin (ที่มี BIM เป็นแกนกลาง) จะมีประโยชน์ อย่างมาก

ตัวอย่างคือ กรณีที่องค์กร มีอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า และมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ตลอดเวลา การปรับเปลี่ยน BIM Model ให้ตรงกับสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงของอาคาร จะทำให้พื้นที่ขาย ที่ปรากฎใน ERP ถูกต้องตรงกัน ตรวจสอบได้และมีการบันทึกเส้นทางการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา 

การเชื่อมโยง #2 กับ ioT

อุปกรณ์ ioT ที่มีการติดตั้งในสภาพแวดล้อมทางกายภาพแบ่งได้เป็นสองลักษณะ ได้แก่

  1. อุปกรณ์ ที่ส่งข้อมูลออกมาได้อย่างเดียว – หมายถึงอุปกรณ์ที่มีหน้าที่อ่านข้อมูลบันทึกข้อมูลแล้วส่งเข้าระบบกลาง ตามที่ถูกสั่งการ ในที่นี้คือการส่งไปยังจุดที่ผู้ออกแบบระบบ Digital Twin เป็นคนกำหนด เพื่อนำข้อมูลไปใช้
  2. อุปกรณ์ ที่ถูกสั่งให้ดำเนินการใดๆ ได้ – หมายถึงอุปกรณ์ที่นอกจากจะทำหน้าที่อ่านข้อมูลและส่งข้อมูลออกไปแล้ว ยังสามารถดำเนินการรับข้อมูลและแปลงเป็นคำสั่งให้ดำเนินการใดๆ ได้ เช่นเปิดปิดสวิชต์ หรือควบคุมในลักษณะอื่นที่ซับซ้อนขึ้น

อุปกรณ์ ioT ทั้งหมด จะทำให้ การเชื่อม BIM กับ Digital Twin นั้นกลายสภาพมาเป็น ศูนย์บัญชาการ หรือ Command Center หรือที่ในประเทศไทยนิยมเรียกกันว่า Warroom เนื่องจากข้อมูลที่จากอุปกรณ์ ioT ที่ส่งเข้ามาที่ส่วนกลางและอำนาจการควบคุมอุปกรณ์ใดๆ ในระบบ สามารถดำเนินการได้ผ่าน Model ของ Digital Twin หากต้องการดูรายละเอียดเจาะลงไปลึกขึ้นก็สามารถกดดู รายละเอียดของอุปกรณ์ ในแต่ละชิ้นที่มีการบันทึกข้อมูลไว้ สถานะของการใช้งาน รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อมโยงและเปิดสู่สาธารณะ เช่น อัตราค่ามลพิษ เป็นต้น

การเชื่อมโยง #3 กับ เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ในการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์นั้น มีเอกสารที่เป็นลักษณะของกระดาษอยู่หลายแบบ เช่น สัญญา หรือ ภาพถ่าย หรือ แม้แต่แบบที่เป็นลักษณะของ Schematic Diagram ต่างๆ รวมถึงคู่มือการใช้อุปกรณ์ เอกสารเหล่านี้ มาในรูปแบบของ PDF หรือ JPEG ที่สามารถพิมพ์ได้

ในสภาวะปกติการค้นหาเอกสารดังกล่าวต้องผ่านการเข้าไปใน drive หรือ directory ของแฟ้มเอกสารในคอมพิวเตอร์ ที่หากผู้ที่ต้องการใช้ไม่เข้าใจการเก็บเอกสาร ก็จะค้นหาได้ยาก แต่ด้วยระบบ Digital Twin ผู้ที่ต้องการค้นหาเอกสารดังกล่าว จะสามารถทำได้โดยสะดวก คือการเข้าไปใน Model แล้วกดในสิ่งที่ต้องการเพื่อหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวัตถุชิ้นนั้น

การเชื่อมโยง #4 ผู้รับผิดชอบ

ในองค์กรหนึ่ง บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสาธารณูปโภคแห่งหนึ่ง อาจมีหลายคน และอาจจะมีทั้งความสัมพันธ์ ในลักษณะที่เป็นต่างฝ่าย หรือเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของส่วนท้องกิ่นกับส่วนกลางเป็นต้น ในกรณีที่เกิดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พื้นที่ หรือวัตถุ หรือ อุปกรณ์ใดๆ ที่ต้องมีการสื่อสารกัน และต้องการหาผู้รับผิดชอบนั้นๆ การมี Digital Twin จะสามารถทำให้ บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดติดตามค้นหาเพื่อให้ได้ประสานงานกันง่ายขึ้น และสามารถเป็น Platform ในการ เปิดขึ้นเพื่อใช้ในการประชุมร่วมกัน บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน

การเชื่อมปรับเปลี่ยนแบบให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเสมอ ใน Digital Twin

ประเด็นที่จะต้องถูกชี้แจงให้ชัด คือประเด็นเรื่องการปรับปรุงแก้ไข BIM File ให้มีความถูกต้องตรงกันกับสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง คำถามคือ หากจะดำเนินการดังกล่าวก็ต้องใช้ Software ที่มีศักยภาพในการปรับปรุงแก้ไข หรือสร้าง BIM File ใช่หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ แต่โดยการบริหารแล้ว บุคคลที่ทำหน้าที่ดังกล่าวไม่จะเป็นต้องเป็นคนในองค์กร องค์กรสามารถว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ดำเนินการได้ และเป็นหน้าที่ของบุคคลภายนอกที่จะต้องไปซื้อหา Software ดังกล่าวมาดำเนินการ หากเปรียบเทียบก็คือ Software กังกล่าวเหมือน เครื่องอบขนมปัง – เราเป็นเพียงคนที่ต้องการรับประทานขนมปัง เป็นบางครั้ง เราควรไปซื้อขนมปัง คนที่ทำขนมปังทุกวัน เพื่อรับประทานเอง หรือเพื่อขาย จึงจะมีความคุ้มค่าที่ควรลงทุน ดังนั้น สำหรับองค์กร ที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบ ตลอดเวลา และมีอาคารจำนวนมาก เท่านั้น จึงจะคุ้มค่ากับการลงทุนดังกล่าว

แต่อีกด้าน Software ด้าน Digital Twin ที่มี BIM File เป็นแกนกลาง เป็นสิ่งที่องค์กรใช้ในการดำเนินการบริหารจัดการองค์กร ตลอดเวลา ในทุกวัน องค์กรควรมีการลงทุนใน Software ลักษณะดังกล่าว

การเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจาก กรอบของการบริหารจัดการสินทรัพย์

นอกเหนือไปจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ หรือบำรุงรักษาที่เป็นผลประโยชน์โดยตรงจากการใช้ Digital Twin แล้ว ยังมีประโยชน์ในการดำเนินการโดยตรงอื่นๆ อีก เช่น ด้านการบริหารความปลอดภัยหรือป้องกันภัยพิบัติ (Safety and Security)

เช่นการเชื่อมระบบกับ กล้องวงจรปิด โดย Digital Twin สามารถระบุตำแหน่งของกล้องวงจรปิดใน Model ได้ และส่งภาพที่มีการถ่ายในกล้องดังกล่าว เข้ามาใน Digital Twin เพื่อแสดงผลได้ – หรือ อีกด้านหนึ่ง หากมีการระบุภาพจากกล้องก็สามารถทำให้ Digital Twin ระบุตำแหน่งว่า ภาพดังกล่าวมาจากกล้องตัวใดได้

ในประเด็นเรื่องของสัญญาณเตือนภัย หากมีการเตือนขึ้น Digital Twin สามารถแสดงห้อง หรือจุดดังกล่าวให้เห็นได้ทันที เพื่อให้ เป็นเส้นทางสำหรับนักดับเพลิงให้เข้าไปได้อย่างถูกต้อง  หรือการสั่งการให้เปิด Sprinkler เพื่อดับเพลิงหากมีการเชื่อมต่อกับ Digital Twin จะทำให้สามารถสั่งการผ่าน Model ให้ดำเนินการเป็นจุดเฉพาะได้

Data Analytics

เมื่อสะสมข้อมูลต่อเนื่องและทำการวิเคราะห์ จะทำให้เกิดการค้นพบประเด็นใหม่ ที่ใช้ในการพัฒนาปรับปรุงองค์กรได้ตรงประเด็นบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ เช่น ในกรณีของการประหยัดพลังงานของระบบบำบัดน้ำเสียกลาง ที่หากไม่มีข้อมูลพื้นฐานใดๆ ระบบต้องเปิดดำเนินการตามเวลา แต่หากมีข้อมูลว่าปริมาณน้ำเสียที่เข้ามาไม่เท่ากัน และให้ Digital Twin มีการสะท้อนภาพดังกล่าว จะทำให้ระบบสามารถปรับแนวทางการเปิดปิดเครื่องจักรได้สะท้อนกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้า และอาจทำให้ประหยัดไฟฟ้าได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นต้น

Artificial Intelligence สำหรับ Building Environment

ที่สุดแล้วเมื่อข้อมูลถูกสะสม (Data Analytics) และให้ Computer มีการเรียนรู้ (Machine Learning) ระบบก็จะถูกพัฒนาให้ฉลาดขึ้นและดำเนินการได่อย่างต่อเนื่องมากขึ้น และที่สุดระบบจะทำงานด้วยตัวเองได้ แนะนำแนวทางต่างๆ ได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา หรือ กลายมาเป็น Artificial Intelligence ที่เกิดจากการเรียนรู้ผ่าน Digital Twin ที่มี BIM เป็นพื้นฐานกลางนั่นเอง

ทั้งนี้หนทางที่จะพัฒนาต่อ จะสังเกตุไดว่า BIM จะกลายเป็นเหมือนรากฐานที่สำคัญสำหรับการสร้าง Automation ใน Built Environment ที่เราเคยได้ดูจากภาพยนต์ Sci-Fi ที่มีผู้ช่วยเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความฉลาดล้ำลึก – สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการจัดการวางโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลทางกายภาพที่ดีที่สุด ก็คือบนพื้นฐานของ BIM Technology

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/23.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-11 15:52:002025-01-14 15:53:08จาก BIM สู่ Digital Twin ตอนที่ 2

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 1

November 8, 2023/in บทความ, Uncategorized

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า BIM ย่อมาจาก Building Information Modelling แต่ในครั้งนี้ ข้อนำเสนอ BIM ที่หนึ่งด้านที่เป็นได้มากกว่าการขึ้นโมเดล 3 มิติ (3D Model) นั่นคือ M ที่ย่อมาจาก Building Information Management ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) จะแบ่งออกเป็นหลักๆ ทั้งหมด 3 แกน ดังนี้

  • แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time)
  • แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)
  • แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time)

หมายถึง ตารางการทำงานในโครงการที่จะระบุกิจกรรมที่จะดำเนินการทั้งหมดลงในตาราง พร้อมทั้งกำหนดช่วงเวลาวันเริ่มต้นและสิ้นสุดของกิจกรรมนั้นๆ เพื่อเป็นการกำหนดขอบเขตของช่วงเวลาการทำงาน ซึ่งในตารางดังกล่าว ไม่เพียงแค่ระบุรายการกิจกรรมและช่วงเวลาเท่านั้น ในบางครั้งเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจำเป็นจะต้องเพิ่มเติมรายละเอียดของการระบุข้อมูลเชิงลึก โดยการระบุถึงบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรม รวมถึงระบุกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกัน (Dependent) และกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกัน (Independent) เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการทั้งหมด เห็นภาพรวมการทำงานเป็นภาพเดียวกัน รวมถึงรับทราบข้อมูลลำดับการดำเนินการกิจกรรมที่สำคัญของโครงการ (Critical Path) โดยเราจะเรียกตารางการทำงานดังกล่าวว่า แผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline)

การจัดทำแผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline) ในแต่ละโครงการ จะแบ่งรายละเอียดออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ดังนี้

  • แผนการทำงานในช่วงของการออกแบบ (Design Phase)
  • แผนการทำงานในช่วงของการก่อสร้าง (Construction Phase)

ซึ่งเมื่อเรานำเรื่อง BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์รวมกันกับการจัดทำแผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline) จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้จากบทความเรื่อง BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ในตอนถัดๆ ไป

โดยสรุปแล้วข้อมูลที่ควรจะมีหรือควรระบุลงในตารางกิจกรรมการดำเนินการในโครงการ (Project Time) มีดังนี้

  • รายการกิจกรรมที่จะดำเนินการในโครงการ (Activity)
  • ช่วงเวลาของการดำเนินการในแต่ละกิจกรรม (Duration)
  • บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรม (Responsible)
  • ระบุกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกัน (Dependent) และกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกัน (Independent)
  • ลำดับการดำเนินการกิจกรรมที่สำคัญของโครงการ (Critical Path)

ข้อควรระวัง เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากการจัดทำตารางกิจกรรมการดำเนินการในโครงการ (Project Time) มีผลกระทบต่อการจัดทำการทำผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการ (Feasibility Study) เพราะฉะนั้นการกำหนดข้อมูลและช่วงเวลาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างเหมาะสม

ในครั้งต่อไปจะมาพูดถึงอีก 1 แกนสำคัญในหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) นั่นคือแกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/17.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-08 15:50:002025-01-14 15:51:08BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 1

จาก BIM สู่ Digital Twin ตอนที่ 1

November 4, 2023/in บทความ, Uncategorized

BIM กำลังเข้าสู่ยุคใหม่

BIM มีความเกี่ยวข้องกับการออกแบบและการก่อสร้างมาตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการใช้ BIM อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในวงการออกแบบสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการก่อสร้าง ปัจจุบันทักษะการใช้ BIM โดยเฉพาะการสร้าง File BIM ในลักษณะของการเขียนแบบก่อสร้าง เป็นทักษะที่บัณฑิตปริญญาตรีหลายมหาวิทยาลัยมีเป็นปกติ.  เจ้าของโครงการไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่จะมีการระบุใน ToR ให้มีการส่งแบบเป็น BIM File ทั้งในขั้นตอนการออกแบบที่เป็นแบบก่อสร้าง (Construction Document) และที่เป็นแบบเหมือนสร้าง (As-Built Documents) ในสมัยก่อน ToR จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของ BIM File ที่ส่งน้อยมาก ปัจจุบัน ToR เริ่มถูกพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจ บาง ToR มีรายละเอียดลงลึกไปถึงข้อมูล Database ที่ประกอบ BIM และเริ่มพิจารณาถึง “การจะเอา BIM File ไปใช้ในการบริหารจัดการสินทรัพย์” หลังจากที่การก่อสร้างเสร็จสิ้นลงแล้ว สินทรัพย์ที่กล่าวถึงดังกล่าวหมายถึง สินทรัพย์ที่เป็น อาคาร สาธารณูปโภค หรือ เมือง ที่ BIM มีความเหมาะสมในการบันทึกข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากอาคารใหม่ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกของ BIM แล้ว อาคารเดิมที่มีอยู่ใน Portfolio ขององค์กรก็จะถูกปรับเข้าสู่โลกของ BIM ด้วย เจ้าขององค์กรในปัจจุบันที่เป็นยุคของ “Digital Transformation” ค้นพบแล้วว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง คือเรื่องของ ข้อมูลสินทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่จะต้องถูกปรับให้เป็น Digital ด้วย เช่นเดียวกับเรื่องของบัญชี การเงิน หรือการจัดการอื่นๆ ความยากลำบากคือการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ แบบอาคาร หรือแบบสาธารณูปโภคนั้น มีความสลับซับซ้อนและเป็นวิชาการเฉพาะด้านที่ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพจึงจะมีความเข้าใจ นอกจากนี้ในสมัยก่อน การเปลี่ยนแปลงข้อมูลของสินทรัพย์เหล่านี้มีน้อยมาก จนเรียกได้ว่าเป็น “สินทรัพย์ถาวร” (ตรงข้ามกับสินทรัพย์หมุนเวียน) แต่ในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์ และบริการนั้น การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ของอาคาร หรือสาธารณูปโภค มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุง ต่อเติม หรือเปลี่ยนการใช้สอย ของพื้นที่ เพราะโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก การบันทึกข้อมูลของสินทรัพย์ที่เป็นอาคาร หรือสาธารณูปโภคจึงมีความท้าทายอย่างมาก และ BIM คือคำตอบของความท้าทายดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้เจ้าขององค์กรที่มีวิสัยทัศน์ มีความต้องการใช้ BIM เพื่อตอบโจทย์นี้

BIM กำลังกลายไปเป็น “ฐานข้อมูล” สำหรับ การนำไปใช้ในการบริหารสินทรัพย์ ที่เป็นอาคาร สาธารณูปโภค

แนวโน้มการใช้ BIM เพื่อมาเป็น “ข้อมูลกลาง” ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ ที่เป็น อาคาร สาธารณูปโภค หรือเมือง เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากเจ้าของหรือผู้บริหารองค์กร เล็งเห็นประโยชน์ ดังต่อไปนี้

  1. ลบกระดาษออกจากการบันทึกแบบ – ในสมัยก่อน แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาช่วยในงานบริหารอาคารแล้ว แต่การบันทึกแบบก่อสร้างยังเป็นไปในแบบที่เป็นกระดาษขนาดใหญ่ และวางไว้กลางห้องช่าง หรือห้องฝ่ายอาคาร เวลาที่จะต้องมีการปรับปรุงใดๆ ก็ต้องเปิดกระดาษกันโดยตรง เป็นความไม่สะดวกในการเข้าถึงข้อมูล – BIM จะทำให้เข้าเข้าถึงข้อมูลเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ในรูปแบบที่เป็นทั้ง 2D และ 3D รวมถึงข้อมูล Specification และเอกสารประกอบ สามารถเป็น Digital ได้ทั้งหมด
  2. As Built ที่ถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขได้อย่างสะดวก – ปัญหาของ As-Built Document ในยุคก่อนที่เป็นกระดาษ คือไม่สามารถูกปรับปรุงแก้ไขใดๆ ได้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนมาบันทึก As-Built เป็น BIM จะทำให้การปรับปรุงแก้ไขเป็นไปได้อย่างสะดวกและมีการบันทึกเส้นทางการแก้ไขที่ชัดเจน ทำให้สะท้อนแบบกับสภาพอาคารที่ถูกปรับปรุงอย่างต่อเนื่องนั้น ถูกต้อง ตรงกัน และ ทันสมัย
  3. เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่นๆ ได้ – โดยสภาพวะของความเป็น Database ของ BIM ที่มีข้อมูลในลักษณะที่เป็น Text กับ ตัวเลข หรือที่เรียกว่า Non-Graphical Information นั้น ทำให้การเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลอื่น (Synchronization) เกิดขึ้นได้ ข้อมูลลักษณะอื่นที่เกี่ยวข้องกับ อสังหาริมทรัพย์ เช่น ชื่อผู้เช่าพื้นที่ หรือ อัตราค่าเช่าของพื้นที่ มักจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในอีกระบบหนึ่ง เช่นระบบบัญชีการเงิน หรือการขาย เมื่อมีการใช้ BIM แล้วข้อมูลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงตรงมาที่ BIM Model ได้ เพื่อใช้ในการบริหารอาคาร หรือ อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่สะท้อนจากทางกายภาพ ที่เรียกว่า Graphical Information ก็สามารถสะท้อนกลับไปยัง ระบบอื่นได้โดยตรง เช่น พื้นที่ขาย หรือ ความสูงของห้อง เป็นต้น ทำให้ภาระในการ Update ข้อมูล ให้ตรงกัน ข้ามระบบหมดไป
  4. สร้างระบบอัตโนมัติได้ – เมื่อทั้งหมดมีความเป็นฐายข้อมูล การสร้างระบบอัตโนมัติเพื่อช่วยในการทำงาน เช่นระบบการแจ้งเตือน ย่อมทำได้ เช่น การแจ้งเตือนการ ซ่อมบำรุง สะท้อนใน BIM Model ว่าเครื่องจักรเครื่องใด ยังไม่ได้ดำเนินการซ่อม ทำให้ผู้ที่รับผิดชอบสามารถเล็งเห็นตัวเครื่องจักรในตำแหน่งที่ถูกต้องของอาคารได้ทันที เป็นต้น

โดยทั้งหมดนี้ จะต้องมี Software ที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ดังกล่าว และไม่ใช่ Software ที่ใช้ในการ “สร้าง File BIM” หรือ “เขียนแบบ BIM” ต้องเป็น Software ที่นำ BIM File ไปใช้วางเป็นแกนกลางเพื่อเชื่อมโยง ข้อมูลอื่นๆ ของการบริหารจัดการสินทรัพย์ และ นั่นคือการเข้าสู่ยุคของ “Digital Twin”

Digital Twin คือ พัฒนาการของ BIM ในขั้นต่อไป

Digital Twin ไม่ใช่ปรากฎการณ์ใหม่ในโลกเทคโนโลยี แต่เป็นปรากฎการณ์ ที่มีมานานแล้ว ในอุตสาหกรรมอื่นๆ มีการใช้มานาน อย่างต่อเนื่อง เช่น การแพทย์ การพลังงาน หรืออากาศยาน เป็นต้น แต่ในอุตสาหกรรม ของ อาคาร สาธารณูปโภค หรือ เมืองนั้น เพิ่งเริ่มเป็นตัวตนอย่างชัดเจนไม่กี่ปีมานี้

สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญมากที่ทำให้ข้อมูลสะท้อนความเป็นจริง ในลักษณะของ Digital Twin คือการบันทึกข้อมูลจากหน้างานให้เป็น Real Time โดยการบันทึกดังกล่าว ไม่สามารถทำได้ในลักษณะ Manual หรือใช้คนบันทึก ต้องการบันทึกโดยคอมพิวเตอร์เท่านั้น และนั่นคือบทบาทสำคัญของ Internet of Things (ioT)

Internet of things คือ คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก หรือ ตัวส่งสัญญาณขนาดเล็กที่มีหน้าที่หลัก ได้แก่ การบันทึกข้อมูลเฉพาะเรื่องที่ถูกติดตั้งไว้ เช่น การไหลของน้ำ การใช้งานของเครื่องจักร และส่งรายงานผลการบันทึกดังกล่าวนั้น เข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการประมวลผล

ในกรณีของ Digital Twin สำหรับอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็น อาคาร สาธารณูปโภค หรือเมือง  รวมผลจาก ioT ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญ เช่น ระบบปรับอากาศ หรือ ระบบน้ำ หรือระบบรักษาความปลอดภัย หรือ การเคลื่อนที่ของคน เป็นต้น มาบันทึกในตำแหน่งของ BIM แล้ว นำไปประมวลผลโดยใช้ Data Anlytics เพื่อน้ำข้อมูลไปใช้ ข้อมูลที่มาจาก BIM คือข้อมูลที่อยู่นิ่ง (Static Data) ที่จะต้องถูกบริหารจัดการ ปรับปรุงแก้ไข โดยมืออาชีพ ส่วนข้อมูล จาก ioT คือข้อมูลที่ต่อเนื่อง (Dynamic Data) ถูกส่งต่อจาก Sensor และต้องมีการบันทึกเป็น Log การบริหารจัดการข้อมูลสองลักษณะนี้ มีความแตกต่างกัน

การนำ BIM มาเป็นแกนกลางในการเชื่อมกับ ฐานข้อมูลอื่นๆ หรือ Data ลักษณะอื่นๆ เพื่อสะท้อนภาพความเป็นจริงของ สินทรัพย์ ที่เป็นอาคาร หรือ สาธารณูปโภค หรือเมือง ให้ถูกต้องตรงกันตลอดเวลาคือ หลักคิดของ Digital Twin และต้องมี Software ที่นำ BIM File ไปวางไว้ ณ แกนกลาง เพื่อเชื่อมข้อมูลอื่นๆ เข้าหากัน

การใช้ Digital Twin บนพื้นฐานของ BIM จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้แก่

  1. ลดคนทำงาน – การทำงานในลักษณะของ Preventive Maintenance ที่ยึดตาม Schedule และต้องให้คนไปเดินตรวจ และเปลี่ยนอุปกรณ์ตามเวลา จะเปลี่ยนไป เป็นลักษณะของ Condition Maintenance เนื่องจากการรายงานข้อมูลของเครื่องจักรสำคัญ จะถูกส่งเข้ามาตลอดเวลา และมีการประมวลผลอัตโนมัติ ทำให้เมื่อเครื่องจัก “ใกล้เสียหาย” ก็ค่อยส่งคนไปดำเนินการได้ และ คนที่ไปดำเนินการ ก็ไม่ต้องอยู่ประจำเพื่อทำความเข้าใจอาคารอย่างใกล้ชิด สามารถส่งคนที่ไม่เคยรู้จักอาคารสถานที่ดังกล่าวมาก่อนเข้าไปได้ เพราะ BIM จะเป็นเครื่องนำทางให้ไปสู่ตำแหน่งนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน
  2. ข้อมูลที่มาอย่างทันท่วงที – ข้อมูลที่มาอย่างทันท่วงทีมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะในเวลาที่ อาคาร หรือสาธารณูปโภคประสบเหตุการณ์ฉุกเฉิน ระบบ Digital Twin ที่รายงานเพลิงไหม้ รายงานสถานการณ์น้ำท่วมหรือรายงาน การอพยพได้อย่างตรงตามความเป็นจริงจะทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก ลดความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
  3. วิเคราะห์เพื่อค้นพบสิ่งใหม่ – ข้อมูลที่ถูกบันทึกอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบและนำมาประมวลผลและวิเคราะห์ จะทำให้เกิดการค้นพบสำคัญเสมอ เช่น การประหยัดพลังงาน การจัดการเส้นทางการเดิน หรือโอกาสทางการค้า อื่นๆ ที่เจ้าของสามารถเล็งเห็นได้
https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/16.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-04 15:31:002025-01-14 15:48:53จาก BIM สู่ Digital Twin ตอนที่ 1

รู้จักกับบรรดา Software ใน BIMverse

November 1, 2023/in บทความ, Uncategorized
 

ท่ามกลางกระแส AI ของ ChatGPT ทำให้เกิดความตื่นตัวในหลายๆ อาชีพว่าจะถูก AI แย่งงานไปไหม ที่จริงแล้วในวงการ BIM เองก็มีเหตุการณ์คล้ายๆกันคือ Software+Hardware เก่งขึ้นมากๆ จนสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้หลายส่วน วันนี้ผู้เขียนจึงขอแนะนำซอฟท์แวร์ BIM ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในไทย

Prota

เป็นโปรแกรม Structural Analysis ที่เป็น BIM สามารถนำไปใช้ตรวจสอบ Clash Detection รวมถึงทำแบบ 2D ได้ด้วย ซึ่งจุดเด่นของ Prota ตัวโปรแกรมสามารถเข้าใจโมเดลของอาคารได้อย่างอัตโนมัติ ว่าจุดใดคือ Node, Member, เสา, คาน, พื้น ทำให้ลดเวลาในการสร้างโมเดลโครงการ และสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรม BIM อื่นๆ เช่น Revit และ Archicad ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถลดความผิดพลาดจากการประสานงานระหว่างสถาปนิก และวิศวกรโครงสร้างไปได้มาก นอกจากนี้หากในกรณีที่สถาปนิกมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เพิ่มระยะของคาน ทางวิศวกรโครงสร้างก็สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าคานที่ยาวขึ้น จะมีผลต่อความแข็งแรงของอาคารหรือไม่ ซึ่งหากวิศวกรโครงสร้างและสถาปนิกที่ทำงานร่วมกัน มีการปรับ Work Flow ที่เหมาะสม จะสามารถลดเวลาในการ

DDScad

เป็นซอฟท์แวร์ BIM ด้าน MEP ที่สามารถออกแบบ, วิเคราะห์, เขียนแบบ ได้ทั้ง 2D และ 3D รวมถึงทำ Clash Detection หรือแนะนำการหลีกเลี่ยง Clash ได้ โดยนอกจากผู้ออกแบบสามารถใช้ซอฟท์แวร์สร้างโมเดล Route Line ของงานระบบต่างๆ ได้แล้วนั้น ตัวโปรแกรมยังสามารถคำนวณค่าทางวิศวกรรมออกมาได้โดยอัตโนมัติ เช่น ระบบไฟฟ้ากำลังและแสงสว่าง, ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ, ระบบสุขาภิบาล เป็นต้น  ทำให้การทำงานสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับ Software BIM ตัวอื่นๆ ผ่านการแปลงไฟล์ เป็น ifc ได้ด้วย

Solibri

เป็นซอฟท์แวร์ที่เช็คคุณภาพของ BIM Model ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่ามีเพียงการทำ Clash Detection เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงนั้น Solibri ยังมีความสามารถมากกว่านั้น เช่น สามารถตรวจสอบความถูกต้องของ BIM Model ตามข้อกำหนดของการออกแบบ, ตามฮวงจุ้ย หรือตามกฎหมายได้ เช่น ความกว้างของทางเดินในอาคาร, ระยะร่น, ความสูงของฝ้าในอาคาร, Vertical Clearance ในที่จอดรถ เป็นต้น ในปัจจุบันหลายหน่วยงานยังใช้มนุษย์ในการตรวจสอบข้อกำหนดต่างๆใน BIM Model ซึ่งเวลาในการทำงานค่าแรงของทีมงานเป็นต้นทุนที่พอสมควร นอกจากนี้ยังไม่สามารถมาตรวจสอบย้อนกลับว่าทำงานได้ถูกต้องอย่างครบถ้วนหรือไม่ การที่ใช้ซอฟท์แวร์ช่วยตรวจสอบสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอนนั้น ซอฟท์แวร์น่าจะทำงานได้ครบถ้วน รวดเร็ว และถูกกว่าการใช้มนุษย์ทำงาน

PTV Viswalk

ในช่วงวันสิ้นปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเค้าท์ดาวน์และก็ได้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากไปรวมตัวกันตามสถานที่ที่มีกิจกรรมซึ่งอาจจะมีจำนวนมากกว่าที่ทางผู้จัดคาดการณ์ไว้ ซึ่งก็เป็นที่น่ากังวลว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแบบที่ อิเทวอน เกาหลีใต้ เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา โดยใน BIMverse มีซอฟท์แวร์ PTV Viswalk ที่สามารถวิเคราะห์และจำลองการอพยพของประชาชนออกจากพื้นที่กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบสามารถวางแผนรองรับเหตุการณ์ร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด จริงอยู่ว่าหากไม่ใช้ Software นี้ในการวิเคราะห์ ผู้จัดงานอาจให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์โดยใช้การคำนวณด้วยตาราง Spreadsheet ทดแทนได้ อย่างไรก็ตาม Spreadsheet ไม่สามารถแสดงภาพ ที่ทำให้เห็นสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน และยากต่อการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เช่น กู้ภัย, ตำรวจ

Lidar Scanner in iPhone

ไอเท็มนี้ไม่ใช่ BIM โดยตรง แต่จำเป็นต้องพูดถึงเนื่องจากเข้ามา Disrupt วงการ BIM จากการที่เคยเข้าสำรวจอาคารเพื่อทำการรีโนเวทโดยการสำรวจด้วยแรงงานคน ก็สามารถใช้ iPhone ราคาหลักหมื่นทำงานสำรวจได้ ผลในเวลาอันสั้น

ตัวอย่าง App Polycam ที่เป็น App ใน iOS ที่ใช้ Lidar ใน iPhone สแกนอาคารและสร้าง Floor Plan เป็น 3D Model ได้

Embodied Carbon Calculator

มีบริษัทในต่างประเทศหลายแห่ง แสดงตัวว่ามีโปรแกรม หรือให้บริการ หรือกำลังพัฒนา Software/Platform ที่ใช้ในการคำนวณ Carbon Footprint ของอาคารในช่วงการก่อสร้างรวมถึงตลอดอายุการใช้งานของอาคาร โดย Software ดังกล่าวทำงานร่วมกับ BIM Model แม้ว่าผู้เขียนยังไม่เคยมีประสพการณ์โดยตรงกับ Software เหล่านี้ แต่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนในวงการ BIM และ Carbon Credit จึงแนะนำว่าควรศึกษาไว้เนิ่นๆ เพื่อโอกาสทางธุรกิจ ตัวอย่างองค์กรที่น่าจะให้บริการ Embodied Carbon Calculator เช่น Turner & Townsend, ASPEC, 3D Repo

บทสรุป

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีใน BIMverse ปัจจุบัน สามารถนำมาทดแทนมนุษย์ได้พอสมควร ซึ่งบุคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรม ควรปรับตัวไปตามเทคโนโลยีดังกล่าว ไปทำงานในส่วนที่ Software ยังพัฒนาไปไม่ทัน รวมถึงใช้ Software ที่มีอยู่เป็นเครื่องทุ่นแรงให้มากที่สุด อย่าพยายามแข่งกับ Software ในส่วนที่ Software เก่งกว่ามนุษย์ เพราะชนะได้ยาก

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/15.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-01 15:24:002025-01-14 15:29:18รู้จักกับบรรดา Software ใน BIMverse

อัพเดทเรื่อง BIM รอบโลก

October 29, 2023/in บทความ, Uncategorized

ภายในประเทศไทย

ปีนี้เป็นปีที่ BIM มีความเคลื่อนไหวแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ทั้งจากสมาคมวิชาชีพ สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการรัฐ หน่วยงานเอกชน ซึ่งก็น่ายินดีที่ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปในทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เท่าที่ผู้เขียนสังเกตเห็น มีดังนี้

  • ความไม่เข้าใจของ Top Management

อย่างที่คนในวงการ BIM เข้าใจอยู่แล้วว่า BIM คือกระบวนการ แต่ Top Management ของหลายองค์กร ไม่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ BIM จึงมีความเข้าใจอย่างผิวเผินว่า BIM เป็นเทคโนโลยี หรือ Software ดังนั้นการสั่งการ Top Down จึงเป็นการให้พนักงานเขียนแบบเข้าฝึกอบรม Software เพื่อเขียน 3D Model เพื่อ Clash Detection เท่านั้น โดยปล่อยอิสระให้ ผู้บริหารระดับกลาง ผู้จัดการโครงการ วิศวกรและสถาปนิก ยังทำงานในลักษณะเดิมๆ ผลที่ได้คือ กระบวนการทั้งหมดยังเป็น 2D เหมือนเดิม จึงไม่เกิดประโยชน์อื่นๆ ที่ควรได้จาก BIM เช่น การลดเวลา ต้นทุน ในการทำงาน การลดรอยต่อในการส่งต่อข้อมูล โดยสิ่งที่แย่ที่สุดในวิธีนี้คือ การทำงานที่ซ้ำซ้อนกันระหว่าง 2D และ 3D และบ่อยครั้งที่มีข้อมูลขัดแย้งกัน (ซึ่งตรงนี้มักจะบ่งชี้ว่า BIM คือต้นทุนทางการเงินในองค์กรที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์) จะเห็นได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารองค์กรต้องเข้าใจกระบวนการทำงาน BIM อย่างลึกซึ้งเพื่อนำมาสร้างคุณค่าให้กับการทำงานในองค์กร มากกว่าที่จะทำ BIM ตามกระแส

  • ความไม่เข้าใจของระดับปฏิบัติการ

ต่อเนื่องจากคำสั่ง Top Down มาโดยขาดความเข้าใจ และระดับปฏิบัติการก็ไม่เข้าใจในกระบวนการ BIM เช่นกัน จึงก่อให้เกิดการทำ BIM แปลกๆ เช่น การจัดทำคู่มือแสดงการเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า ในรูปแบบของเอกสารหลายร้อยหน้า ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หากผู้ใช้งานต้องการทราบการเชื่อมต่อของวงจร ก็สามารถตรวจสอบจาก BIM Model ได้โดยตรงอยู่แล่้ว

  • การกำหนดว่า BIM คือ Software ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น

เรื่องนี้ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องเรื่องนี้ไปแล้ว เกี่ยวกับ OpenBIM แต่ในประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก

  • แล้วองค์กรของเราควรทำอย่างไร

หากองค์กรของท่านเพิ่งเริ่มต้นนำกระบวนการ BIM มาใช้ โดยที่ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญ อาจติดต่อสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวกับ BIM เช่น สมาคม TBIM https://tbim.appbkk.com/ ให้ความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการค้นคว้าข้อมูลจากต่างประเทศ หลากช่องทาง เช่น Linkedin บทความทางวิชาการ นิตยสารเช่น AEC Magazine https://aecmag.com/ เป็นต้น เพื่ออัพเดทข้อมูลข่าวสาร

ต่างประเทศ

ท่ามกลางกระแส ESG (Environmental, social, and governance) ก็มี การกล่าวถึงการนำ BIM มาประยุกต์ใช้กับการคำนวณค่า Carbon ของอาคาร กล่าวคือหากท่านผู้อ่านคุ้นเคยกับ BIM อยู่แล้ว อาจทราบว่า BIM สามารถถอดปริมาณงาน (Quantity Takeoff) ได้สะดวกรวดเร็วหากมีการวางแผนที่ดี นอกจากนี้หากมีการคำนวณปริมาณคาร์บอนต่อยูนิตของวัสดุก่อสร้าง ทั้งในขั้นตอนการผลิต ก่อสร้าง และช่วงให้บริการของอาคาร ก็ทำให้สามารถคำนวณปริมาณของ Carbon ของทั้งวงจรชีวิต (Life Cycle) ของโครงการนั้นๆ ได้ ซึ่งแนวทางคำนวณปริมาณ Carbon นั้น ผู้เชี่ยวชาญบางท่านอาจเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมี BIM ก็สามารถทำได้ แต่จากการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ BIM หลายๆ องค์กร พบว่าหากใช้ BIM เป็นฐานของการคำนวณ Carbon นั้น จะสามารถคำนวณได้ แม่นยำ รวดเร็ว แสดงให้เห็นได้ชัดว่าการลดปริมาณ Carbon สามารถทำได้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

Visualising Carbon: BIM to Zero

เป็นบันทึกงานสัมมนาออนไลน์ที่มีการนำ BIM มาใช้ในการคำนวณค่า Carbon ตลอดอายุการใช้งานของอาคาร โดยมีการพัฒนาเครื่องมือเช่นซอฟท์แวร์ต่างๆ มารองรับ BIM Model เพื่อให้แน่ใจได้ว่าผลการวิเคราะห์สามารถทำได้รวดเร็วและสามารถทดลองเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างเป็นชนิดต่างๆ ได้ดังที่ต้องการเพื่อคำนวณการลดปริมาณ Carbon ให้ต่ำลงที่สุด

แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะพัฒนาโดยบริษัทซอฟท์แวร์ในต่างประเทศ (3D Repo) แต่ก็สามารถนำมาใช้ในไทยได้ โดยในอนาคต น่าจะสร้างให้เกิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ เช่น การออกแบบอาคาร Carbon ต่ำที่สามารถรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ,

ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างสามารถติดฉลากปริมาณ Carbon รวมถึงบรรจุข้อมูล Carbon ลงใน BIM Object เพื่อให้ผู้ออกแบบสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันที

Embodied carbon: the importance of data

(จากนิตยสาร AEC Magazine July/August 2022, https://aecmag.com/magazines/)

บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร AEC Magazine ซึ่งเป็นเหมือนสังคม BIM ในยุโรป ได้มีการพูดถึงว่า ระบบข้อมูลสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญมากในการลดปริมาณ Carbon หากว่าผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างได้แสดงข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้วนั้น ระบบ Digital ในอุตสาหกรรมก่อสร้างจะสามารถดำเนินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบ Digital ในอุตสาหกรรมก่อสร้างจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “nice to have” อีกต่อไปเพราะจะสามารถสร้างประโยชน์ได้ชัดเจนโดยเฉพาะเรื่อง Carbon Footprint ที่การทำงานในรูปแบบเดิมสามารถทำได้เพียงผิวเผินเท่านั้น

นอกจากนี้ในนิตยสารเล่มดังกล่าวยังมีเนื้อหาที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Software เกี่ยวกับ BIM ที่ใช้ในยุโรป เพื่อการออกแบบ ก่อสร้าง สำรวจ รวมถึงการบูรณาการกับ GIS ซึ่งซอฟท์แวร์ดังกล่าวอาจไม่แพร่หลายในไทยแต่ก็แสดงให้เห็นว่าอะไรที่ไม่ได้แพร่หลายในไทยก็เป็นสิ่งที่องค์กรอีกฟากของโลกนิยมใช้งานในระดับสูงได้ นอกจากนี้ยังมีจดหมายเปิดผนึกของกลุ่มสถาปนิกในสหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศสแกนดิเนียเวีย เกี่ยวกับ BIM Software ซึ่งน่าจะเป็นการเปิดโลกทรรศน์ของกลุ่มคนทำ BIM ในไทยได้

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/14.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-10-29 15:18:002025-01-14 15:30:23อัพเดทเรื่อง BIM รอบโลก

BIM – Back to Basics ตอนที่ 2

October 24, 2023/in บทความ, Uncategorized

Point Cloud

คือข้อมูลที่ได้จากการเก็บสภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติ ซึ่งจะได้จุดบนพื้นผิวของวัตถุที่มีค่าพิกัดแกน X, Y และ Z ซึ่งนิยมนำมาใช้ในการสำรวจหน้างาน (Survey) ที่กำลังจะเริ่มก่อสร้าง ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราได้ข้อมูล ระยะและค่าระดับต่างๆที่มีจำนวนเยอะกว่าการทำงานแบบเดิม รวมไปถึงการได้ภาพถ่าย 360 องศาในแต่ละจุดที่สำรวจมาพร้อมๆกัน โดยใช้เวลาในการทำงานน้อยกว่าและจำนวนคนน้อยกว่า

นอกเหนือจากการใช้งานตอน survey ยังมีการนำ Point Cloud ไปใช้ในการแสกนพื้นที่ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ เพื่อนำโมเดล Point Cloud มาเปรียบเทียบกับโมเดล BIM ที่ทางผู้รับเหมาทำอยู่เพื่อตรวจสอบและอนุมัติ As-built Model ซึ่งจะทำให้ทางเจ้าของงานมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่รับมอบไปมีความถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการอาคารต่อไป

BIM Uses

“จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของกระบวนการ BIM มีหลากหลายขึ้นอยู่กับการใช้งานของงานในแต่ละช่วง โดยช่วงในการใช้งานแบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลักๆ คือ ช่วงการวางแผน ช่วงการออกแบบ ช่วงการก่อสร้าง และช่วงการใช้งานอาคาร”

ซึ่งแบ่งเป็นรายละเอียดของการใช้ประโยชน์ได้ตามตารางตัวอย่างของทาง The Pennsylvania State University

ช่วงกระบวนการออกแบบ (Design)

“ในช่วงกระบวนการออกแบบจะมีการตรวจโมเดล 3 มิติประกอบกับแบบ 2 มิติที่ทำมาจากซอฟต์แวร์เดียวกัน ที่ช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานของมนุษย์ เช่น เมื่อมีการขยับประตูในโมเดล 3 มิติ ประตูบานที่ถูกขยับก็จะมีการแสดงผลที่ปรับเปลี่ยนในโมเดลแล้วในแบบ 2 มิติทั้งแปลน รูปด้าน และรูปตัด ประโยชน์การใช้งานตรงนี้คือการทำ Design Review และ Design Authoring และ 3D Coordination”

 

ซึ่งกระบวนการทำงานจะมีคำที่คุ้นเคยสำหรับคนที่ได้มีโอกาสร่วมทำโครงการที่เจ้าของงานกำหนดให้มีการใช้ BIM อีก 2 คำ คือ Visual Check (VC) และ Clash Detection หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่า ตรวจแคลช ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่สร้างให้เกิดการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ระหว่างผู้ออกแบบแต่ละสายงานและมีการประสานงานกัน (Coordinate) ซึ่งคำว่า Coordinate นี้เองก็มีอีกความหมายนึงที่มีความสำคัญมากกับการทำ BIM คือ ค่าพิกัด เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นการทำงานในโลกเสมือนและทำงานเป็น 3 มิติ มีค่าพิกัดแกน X, Y และ Z จึงต้องมีการกำหนด Coordinates หลายๆจุดร่วมกันในโลกดิจิตัลเหมือนกับการกำหนดจุดก่อสร้างหน้างาน ไม่ว่าจะเป็น Survey Point หรือ Project Base Point

ช่วงก่อสร้าง (Construct)

“ในช่วงก่อสร้างประโยชน์ในส่วนของ 3D Coordination นั้นจะตรงกับการทำงานของผู้รับเหมาในช่วงที่ทำ Shop Model และ Shop Drawing รวมไปถึงการวางแผนงานก่อสร้าง การจัดพื้นที่หน้างาน จนกระทั่งส่งมอบ Record Model หรือที่เราคุ้นชินกับคำว่า As-built Model และ As-built Drawing ให้กับทางเจ้าของงานและหรือฝ่ายดูแลอาคารที่ดูแลด้านงานบริหารทรัพยากรอาคาร (Facilities Management)”

ส่วนประโยชน์ของ Cost Estimation นั้นมาจากความสามารถในการถอดปริมาณของวัสดุที่ถูกเขียนขึ้นในโมเดล 3 มิติ ทำให้มีปริมาณที่แม่นยำมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น แต่การถอดปริมาณจากโมเดลนั้นก็จะได้ข้อมูลมาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นจากรายการทั้งหมดใน BOQ เปรียบเทียบง่ายๆก็คือ หากมีการเขียนโมเดลก็จะมีปริมาณที่ถอดออกมาได้ แต่งานส่วนไหนที่ไม่ได้เขียนโมเดลก็จะไม่มีปริมาณที่ถอดออกมาได้แบบตรงไปตรงมา เช่น ปริมาณไม้แบบ

ประโยชน์การใช้งานเหล่านี้จะถูกกำหนดไว้ใน BEP (BIM Execution Plan) ซึ่งเปรียบเสมือนเอกสารควบคุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกันที่กำหนดรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน เวอร์ชั่นที่ใช้งาน คนที่เกี่ยวข้องและผู้ประสานงานหลัก ในสมัยก่อนจะมีการกำหนดการรับส่งไฟล์เพื่อประสานงาน แต่ในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยี Cloud และ Platform ที่เป็น Cloud-Based ในการประสานงานจึงมีการกำหนดเพิ่มเติมในเรื่องของ CDE (Common Data Environment) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นเมื่อมีการกำหนดกระบวนการดังกล่าวใน ISO 19650

กลับมาที่ประโยชน์ของการใช้งาน BIM จะมีคำถามว่าแล้วจะกำหนดอย่างไร ซึ่งในช่วงที่ยังไม่มีแนวทางที่เป็นหลักเกณฑ์ชัดเจน กระบวนการนี้จึงถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา (Pain Points) ที่เกิดขึ้นบ่อยๆในกระบวนการออกแบบและก่อสร้างในประเทศไทย

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่แบบแปลนไม่ตรงกับรูปด้าน รูปตัด หรือแบบขยาย หรือแบบของสถาปนิกกับวิศวกรมีความขัดแย้งกัน รวมถึงตอบโจทย์ของเจ้าของงานที่มีเป้าหมายที่จะเพิ่มคุณภาพ (Quality) และลดค่าใช้จ่าย (Cost) และลดเวลา (Time) ไม่ว่าจะเป็นการลด variation ที่เกิดระหว่างงานก่อสร้างเนื่องจากแบบ For Construction ยังมีความคลาดเคลื่อนกันอยู่”

ซึ่งเสียหายทั้งในเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่าย และมีการกำหนดเป้าหมายต่างๆและมีการอธิบายให้ชัดเจนขึ้นเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันใน ISO 19650 ตามภาพด้านล่าง

ซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ BIM

ก่อนที่จะไปไกลถึงเรื่อง ISO 19650 ขอย้อนกลับมาที่พื้นฐานของ BIM กันต่อ เพราะมีอีกเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญ คือ เรื่องของซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ BIM ซึ่งมีมากมายหลากหลายขึ้นเรื่อยๆเพื่อตอบโจทย์การทำงานของแต่ละฝ่าย การทำงานในแต่ละขั้นตอน การทำงานในแต่ละเป้าหมาย
“หลายๆคนเข้าใจว่าการใช้ซอฟต์แวร์จากค่าย Autodesk® ที่ชื่อว่า Revit® หรือซอฟต์แวร์ของ Graphisoft ที่ชื่อว่า ArchiCAD® คือการทำ BIM แล้ว จริงๆการเข้าใจแบบนั้นก็ไม่ผิดซะทีเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานซอฟต์แวร์เหล่านั้นด้วยว่าถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือเขียนแบบ (Drafting Tool) ที่เหมือนเปลี่ยนการทำงานจากซอฟต์แวร์ AutoCAD มาใช้ Revit® เท่านั้นหรือไม่”

เช่น การเริ่มทำงานได้มีการตกลงเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์หรือยัง มีการตกลงในกระบวนการทำงานรับส่งไฟล์รวมถึงวันที่แลกเปลี่ยนไฟล์ชัดเจนหรือไม่ มีการใช้ Cloud-based Platform ในการแลกเปลี่ยนไฟล์หรือไม่ มี Folder Structure อย่างไร มีการตกลงในการตั้งชื่อไฟล์ ตั้งชื่อแฟมิลี่ มีหลักการชัดเจนหรือไม่ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งหากมีสิ่งที่กล่าวมา แสดงว่าได้มีการเข้าสู่กระบวนการ BIM แล้ว แต่ถ้าหากแค่ใช้ซอฟต์แวร์เขียนแบบ 3 มิติและ 2 มิติ โดยที่ยังแบ่งการทำงานแบบ Drafting แบบเดิมก็อาจกลายเป็นอุปสรรคในการทำงานที่เป็น Full BIM ได้

อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การเลือกซอฟต์แวร์ที่ใช้ในกระบวนการ BIM นั้นจะต้องคำนึงถึง BIM Uses ของตนเองเป็นอย่างแรก หากเราเป็นสถาปนิกเราก็ต้องเลือกซอฟต์แวร์ที่เป็น Design Authoring เช่น Revit® หรือ ArchiCAD® แต่เจ้าของโครงการบางเจ้าก็จะกำหนดว่าจะต้องเป็น Revit® เนื่องจากไม่อยากกังวลในเรื่องของ Interoperability (ความสามารถที่จะสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลได้ระหว่างซอฟต์แวร์ต่างๆ)

ในขณะที่วิศวกรโครงสร้างก็มีหลายทางเลือกไม่ว่าจะเป็น Revit® หรือ Tekla หรือ Allplan ซึ่งบางตัวอาจสะดวกต่อการขึ้นโมเดล 3 มิติและทำแบบ 2 มิติ แต่บางตัวก็มีประโยชน์ในเรื่องของการคำณวนด้วย บางตัวก็เหมาะกับงานอาคารแต่เมื่อต้องทำงานโยธาก็ต้องเปลี่ยนเป็นอีกซอฟต์แวร์ ในส่วนของวิศวกรงานระบบตอนนี้ Revit® อาจเป็นทางเลือกที่คล่องตัวที่สุดสำหรับการทำงานในประเทศไทย

สำหรับผู้ออกแบบในปัจจุบันยังมีทางเลือกของซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการทำ Computational Design เช่นการใช้ Dynamo หรือ Grasshopper ในขณะที่คนทำงานในสายงาน PM CM และ BIM Manager สามารถเลือกใช้ BIM360 ที่ปัจจุบันกำลังอยู่ในการเปลี่ยนถ่ายไปสู่ Autodesk Construction Cloud หรือสามารถเลือกใช้ Autodesk Navisworks หรือ Solibri หรือ BIMTrack ในการตรวจซึ่งสามารถเปิดโมเดลได้ไวกว่า ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์น้อยกว่า (ง่ายๆคือคอมฯไม่ต้องเสปคสูงเท่าใช้ Revit® และมี Functions ที่เกี่ยวข้องกับการดูข้อขัดแย้งและติดตามประเด็น แต่ไม่สามารถแก้ไขโมเดลได้

นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารจัดการไฟล์ของโครงการ เช่น Projectwise หรือ Aconex และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารทรัพยากรอาคาร (FM) เช่น Ecodomus Archibus FM:Systems และ ArchiFM เป็นต้น ซึ่งซอฟต์แวร์เหล่านี้ช่วยทำให้แต่ละฝ่ายใช้ประโยชน์จากโมเดล 3 มิติและข้อมูลที่อยู่ภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ด้วยความหลากหลายนี้เอง ก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการจัดซื้อหรือเช่า (Subscription) ซอฟต์แวร์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจและเชี่ยวชาญ ดังนั้นการวางแผนในการเข้าสู่กระบวนการ BIM ของแต่ละองค์กรจะต้องมองให้รอบด้าน ใช้ประโยชน์ทุกด้านให้คุ้มค่า มองเป้าหมายระยะยาวที่บุคลากรทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและผลงานมีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาบุคคลากรทั้งในด้านเทคนิคในการใช้ซอฟต์แวร์และความเข้าใจแนวความคิดและกระบวนการ BIM และการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆควบคู่ไปกับการทำงาน

แล้วในบทความต่อไปเราจะมาพูดถึงคำศัพท์ (Acronym, Jargon และ Terminology) ของ ISO 19650 กันว่า อะไรคือ OIR PIR AIR EIR AIM PIM CDE TIDP MIDP Responsibility Matrix และคำศัพท์อื่นๆ ที่ทำให้ BIM รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องเชิงเทคนิค

ทั้งๆที่จริงๆมันคือสิ่งใกล้ตัว เป็นกระบวนการที่ทำกันอยู่แล้วในการออกแบบและก่อสร้างที่ใช้เทคโนโลยีของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มคุณภาพในการทำงานให้มากขึ้น รวมถึง Classification ที่เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ทำให้กระบวนการ BIM ได้ข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่และราบรื่นยิ่งขึ้น

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2024/10/Back-to-basic2.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-10-24 00:28:002024-10-24 00:31:34BIM – Back to Basics ตอนที่ 2

Metaphor ของ BIM กับ ERP ตอนที่ 2

October 4, 2023/in บทความ, hilight ข่าว

อ่านบทความ “Metaphor ของ BIM กับ ERP ตอนที่ 1” ที่นี่

นอกจากนิยามของตัวมันเองแล้ว การเปลี่ยนผ่านในช่วงของการ Implement หรือ ที่เรียกว่า “ขึ้นระบบ” หรือ “วางระบบ” ระหว่าง ERP กับ BIM มีความเหมือนกันในหลายๆ มิติ ดังนี้

(1) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ Business Process ต้องเข้ามาทำงานบนระบบ ERP หมด

ก็คือแทบจะทั้งองค์กร อาจจะมีรอดไปบ้าง เช่น ฝ่ายกฎหมาย หรือฝ่ายราชการสัมพันธ์ แต่องค์กรที่ทำจริงจัง แม้แต่การเก็บเอกสารบางครั้งก็โอนมาบน ERP ดังนั้น จากคนที่แยกตัวเป็นรัฐอิสระ เป็นไซโล นั่งทับอะไรไว้ ก็ต้องคายออกมาอยู่ในระบบ ทั้งหมด ให้คนอื่นๆ ได้เห็นไปด้วยกัน

สำหรับ BIM สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีคนถามตลอดว่า ผมทำงานฝ่ายนี้ ต้องใช้ BIM หรือไม่ BIM น่าจะมีเฉพาะฝ่ายออกแบบใช่หรือไม่ หากเราใช้หลักการของ ERP มอง คำถามคือ “คุณเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่มาจากแบบหรือไม่” เช่น คุณเป็นฝ่ายประมาณราคา คุณไม่เขียนแบบ แต่ข้อมูลจากแบบ คือ ข้อมูลขาเข้าที่สำคัญของคุณ ถ้าไม่มีคุณทำงานไม่ได้ คุณก็ต้อง “ใช้ระบบ” BIM ให้เป็นถึงแม้จะไม่ได้เขียน Model ก็ตาม

(2) กระบวนการและอำนาจสั่งการต้องชัดเจน

ระบบงานใดที่ไม่มีมาก่อน กระบวนการใดที่ไม่ชัดเจน กำกวม ต้องมาทำให้ชัดเจน ไม่มีคำว่าอะไรก็ได้ ใครมีอำนาจอะไรทำได้ หรือไม่ได้ ต้องมีหลักการ โดยปกติองค์กรจะต้องสร้าง Table of Authority แสดงอำนาจของผู้บริหารและพนักงานในระดับต่างๆ ที่มีสิทธิ์ในการสั่งการ นั่นคือสิ่งที่ต้องสะท้อนมาในเงื่อนไขของการปรับองค์กร

ในโลกของ BIM คำถามคือ ใครมีสิทธิ์แก้แบบ ใครมีสิทธิ์ Upload ใครมีสิทธิ์ลบ หรือใครได้แค่ Comment แล้วเมื่อจบการออกแบบ ไปที่การก่อสร้าง ผู้ออกแบบ ต้องถูกปลดสิทธิ์ออกจากระบบหรือไม่อย่างไร หากองค์กรไม่มีกระบวนการ คำตอบของเรื่องเหล่านี้ ย่อมไม่มี การทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดย่อมไม่เกิดขึ้น

หมายเหตุ เอาแค่ข้อ (1) และ (2) นี่เอง องค์กรหลายๆ องค์กร พอผู้บริหารที่อาจจะเป็นรุ่นใหม่ จะเอา ERP มาใช้ แล้วพอเจอ พนักงานเก่าที่แข็งแกร่งมากๆ และไม่ยอมเปลี่ยน และผู้บริหารใหม่ก็ไม่กล้าจะชนกับพนักงานเก่า ทุกอย่างจะจบลงตรงนี้ แล้วไปต่อไม่ได้ และคนจะหาแพะรับบาป แพะที่ง่ายที่สุดคือ “เทคโนโลยี” เพราะมันไม่มีชีวิต พูดประโยคเดียวว่า “ERP ไม่เหมาะสำหรับวัฒนธรรมองค์กรของเราก็พอแล้ว

แต่ข่าวดีสำหรับ ERP เหตุผลหนึ่งที่ ERP มักถูกดันไปต่อจนจบแม้จะต้องเจ็บปวดสาหัสเพียงใด ก็คือ การใช้ ERP เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของบริษัทที่จะจดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นมันเหมือน Fight บังคับที่ถอยไม่ได้แล้ว ต้องทำให้สำเร็จให้ได้

แต่ในโลกของ BIM คือ ไม่มีแรงผลักด้านหลังตรงนี้ ดังนั้นองค์กรไหนที่เริ่มเจออุปสรรค และคนเริ่มท้อ แผนไม่ชัด เป้าหมายไม่ชัด คนที่อยู่เก่าไม่ต้องการเปลี่ยน และต้องการทำลาย เรื่องนี้ก็อาจพังได้ง่าย

(3) การทำงานเปลี่ยนจากสายพาน มาเป็นระบบ Collaborate ที่ต้องมีการกำหนดสิทธิ์

แนวคิดเหมือน IT เช่นเดียวกับข้อ (2) เมื่ออำนาจสั่งการและกระบวนการชัดเจน สิทธิ์ในการที่จะเข้ามาดำเนินการใดๆ กับข้อมูลด้านธุรกิจขององค์กรก็คือ แล้วแต่ตำแหน่งของคนๆนั้น แล้วสภาพแวดล้อมของการทำงานคือ ข้อมูลจะอยู่กับที่ไม่เคลื่อนที่ไปไหนอยู่ในระบบ แต่คนต้องผลัดเวียนกันเข้ามาดำเนินการสร้างข้อมูล ให้เป็นประโยชน์กับองค์กร ต่างกับระบบเดิมที่ ต้อง “แบก” ข้อมูลไปเวียน ในจุดต่างๆ ให้คนเซ็น ให้พิจารณา ข้อมูลจึงเคลื่อนที่ตลอด ระหว่างที่เคลื่อนที่คนก็จะไม่รู้ ว่าเป็นอย่างไร

ในโลกของ BIM ที่เป็นโลกของแบบ ที่ทำงานบนสายพาน และเมื่อต้องการเปิดแบบ ก็ต้องให้ลูกน้อง “Print” เอาแบบมาให้ดู ต่อหน้า แล้ว Comment กลับไป ก็จะกลายเป็นโลกที่ทำงานผ่านการ Comment แบบ “บนระบบ” และ มี BIM Manager ขององค์กร คอยประสาน ข้อมูลกลับไปยัง Project Manager (หรือ BIM Manager ของเจ้าของ) เพื่อดำเนินการต่อ การ Print แบบออกมาสัปดาห์หนึ่งแล้วค่อยมาดู Comment กลับไป นั้น แบบที่อยู่ในระบบอาจจะเดินหน้าต่อไปอีกระดับหนึ่งแล้ว และ สิ่งที่ Comment กลับไปอาจจะไม่มีความหมายหรือคุณค่าใดๆ อีกแล้วก็ได้ การปรับตัว และปรับวิธีทำงานตรงนี้ยากมาก และเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ BIM ไม่เกิด

(4) คนที่เป็นเจ้าของ ข้อมูล ต้อง Input ข้อมูลเข้าสู่ “ระบบ” โดยตรง ไม่ผ่านคนอื่น

เรื่อง ERP ก่อนหน้านี้จะมี อาชีพหนึ่งที่เรียกว่า ธุรการ ที่เป็นคนทำเอกสาร เจ้านายเขียนมาแล้วธุรการไปกรอกลงระบบให้ ปัจจุบันโลกของการ Cut Cost ในธุรกิจ และการมาของ ERP ทำให้ธุรการ หมดคุณค่าไป เนื่องจากคนที่เป็นเจ้าของข้อมูลต้อง Key เอง ผู้จัดการ Sale ที่ไปขายของมา ต้องเขียนรายงานไปในระบบ คนนับ Inventory ต้อง Key การอนุมัติในระบบเองและรับผิดชอบกับข้อมูล จะอ้างว่า ธุรการทำมาผิดไม่ได้

เช่นเดียวกับข้อ (3) ในโลกของ BIM ไม่มีอีกแล้ว เด็ก Draft ที่ต้อง Print แบบมาให้คุณ ไม่มีอีกแล้ว Draft Man ที่ไปทำ Note แทนคุณ หากคุณคือ Project Manager คุณต้อง Interact โดยตรงกับข้อมูล และสั่งการให้มีการแก้ไขใดๆ “บนระบบ” ไม่ใช่สั่งภายนอก ด้วยปากเปล่า ทั้งนี้เพื่อให้ระบบ สามารถบันทึกสิ่งที่เป็น Note ว่าจะมีการแก้ไขอย่างไรต่อไปได้ มี Item อะไร Pending บ้าง เป็นต้น

(5) การออก Report หรือ ผลการทำงานต้องออกจากระบบเท่านั้น

เช่น รายงาน การขาย สินค้าคงเหลือไม่มีการ Print ออกมาเป็น Excel แล้วมาจัดเข้า Powerpoint แต่ให้มีการวาง Format สิ่งที่ต้องการนำเสนอเป็น Presentation จัดตำแหน่งกราฟต่างๆรอไว้เลย เมื่อถึงเวลาผู้บริหารก็ “เข้าระบบ” มาดู ซึ่งเราสามารถเรียกปรากฏการณ์นี้ ว่า “Dashboard”…ไม่มีอีกแล้ว ที่เราจะรอ Print แล้วเอามาอ่าน ใครที่เล่นหุ้น ต้องถามตัวเองว่า เราอยากดูราคาหุ้นของเรา ณ เวลานี้ หรือ เราอยากดูราคาเฉพาะ เวลา 16.30 น. กันแน่

เช่นเดียวกัน แบบของ BIM เปลี่ยนตลอดเวลา เราอยากดูแบบ เราก็ Set Dashboard แบบที่เราต้องการ เช่น Dashboard ปริมาณวัสดุ Dashboard พื้นที่ขาย Dashboard พื้นที่จอดรถ เป็นต้น สะท้อนตามแบบที่กำลังพัฒนาอยู่

(6) การ Migrate ฐานข้อมูลเดิมเข้าระบบคือ สาหัสมาก

ในวันที่เราเริ่มต้น ว่าองค์กรมีนโยบายจะไป ERP นอกจากการ Clear เรื่องอำนาจสั่งการ เรื่องกระบวนการต่างๆ แล้วยังมีประเด็นเรื่อง ฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ในอดีต ทั้งเรื่องฐานข้อมูลลูกค้า Supplier บัญชี Stock ต่างๆ ที่ต้องย้ายจาก กระดาษที่อยู่ที่เดิมเข้าไปในระบบ ERP เพื่อให้นำไปทำงานต่อได้

โดยหลักการแล้ว สำหรับ BIM จะง่ายกว่า องค์กรที่เป็นองค์กรออกแบบ หรือบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ตรงนี้จะไม่ยาก เพราะเราเน้นทำโครงการใหม่อย่างเดียว เพราะเราเป็นเพียง “คนสร้างข้อมูล” ส่งให้กับเจ้าของ แต่เจ้าของที่มี Asset เป็นอาคารจำนวนมากที่ต้องการ Implement BIM ให้สำเร็จเป็นส่วนหนึ่งของ ERP ขององค์กรนั้น ต้องมีการทยอยทำข้อมูล BIM ย้อนไปในอดีตเพื่อนำข้อมูล Asset ใน Portfolio ของเจ้าของนำมาใช้

(7) ใช้เวลา 2-3 ปี กว่าองค์กร จะทำงานบนระบบใหม่ได้เป็นปกติ

ERP คือการเปลี่ยนกระบวนการทำงาน และ ต้องมีการปรับทั้งทัศนคติ ทักษะ และ องค์ความรู้ใหม่ ต้องใช้เวลานานในการ ชักจูงให้คนเชื่อ ให้คนทุ่มเท ให้คนฝึกฝน มีความผิดพลาดอุปสรรคต่างๆ มากมาย กว่าจะทำงานบนระบบ ERP ได้เป็นปกติ “ทั้งองค์กร”

BIM ก็เช่นเดียวกัน และ อาจจะยุ่งกว่า เพราะต้องเกี่ยวกับคนภายนอกด้วย ในกรณีของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ฝ่ายออกแบบ ฝ่ายขออนุญาต ฝ่ายประเมินราคา ฝ่ายขาย ฝ่ายโอน ใช้ข้อมูล BIM หมด แล้วจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจและเล็งเห็นว่า ใช้ข้อมูล BIM จากต้นทางเลยคือ Update ที่สุด สะดวกที่สุด

หมายเหตุ: ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะพอเห็นแล้วว่า ถ้าการมาพัฒนา BIM ในองค์กร ก็เหมือนกับการ พัฒนา ERP ในองค์กร แล้วคำถามคือ “สองอันนี้มันเชื่อมโยงกันมั้ย” คำตอบคือ “Yes” สองสิ่งนี้เชื่อมโยงกันแน่นอน Synchronize กัน และควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เชื่อมโยงกัน แต่ขอละไว้ เขียนถึงวันหลัง

เมื่อ ERP ดำเนินการไปอย่างเหมาะสม ผลที่ออกมาคือความสวยงาม

  1. Organized Organization ระบบ ระเบียบ กระบวนการต่างๆ ถูกจัดให้เข้าที่โดยปริยาย ตามที่บอกไว้แต่ต้นว่า หากการทำงานภายในองค์กร กระบวนการไม่ชัด ระบบ ERP จะขึ้นไม่ได้ BIM ก็เช่นกัน ถ้าไม่ชัด ก็จะไม่มีวันเกิดได้เช่นกัน แต่หากเราอาศัยจังหวะนี้เป็นการสังคายนาองค์กรของเราไปเลย ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะทำ
  2. Real Time Information ใส่ข้อมูลไปที่จุดไหนผลกระทบภาพใหญ่เกิดทันที นี่คือหลักคิดเรื่อง Single Source Information ของ BIM ที่ปรับตรงไหน คนอื่นๆ ก็เห็นผลกระทบหมด “ทันที” การแก้แบบ คือแก้บนระบบกลาง จะไม่มีว่า “แบบไม่ตรงกันอีกต่อไป” เพราะมันมีแบบเดียว และ Update เสมอ แต่จะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนที่ทำแบบว่าทำถูกหรือไม่
  3. Surge of Productivity เมื่อใช้ระบบ ERP ใหม่เต็มที่ การ Scale Productivity เพิ่มคนด้านหน้าอย่างเดียว ส่วน Back Office ควรอยู่ด้วยคนเท่าเดิม ธุรการไม่จำเป็นต้องมี เอาธุรการไปทำงานอย่างอื่นได้ ในส่วนของ BIM การทำงานจะอยู่ที่ สถาปนิก และวิศวกร ที่ต้องเข้าใจ การก่อสร้างอย่างแท้จริง จะหนีความรับผิดชอบโดยการเขียนแค่ Concept หรือ “ประมาณนี้” แล้ว เข้าไปเป็น 3D อย่างไร ติดตั้งอย่างไร ไม่ชัด ไม่ได้ สถาปนิกหรือวิศวกรที่รู้เรื่องการตัดตั้งตัวจริง จะมีคุณค่าสูงมาก ในขณะที่คนที่ไม่รู้เรื่องก็จะหายไป ไม่มีการรับจ้างทำ Production แล้วเพราะ ตัวคนที่รู้เรื่องต้องทำเอง
  4. Accountability ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระบบตรวจสอบได้ ชัดเจนตามกระบวนการ เนื่องจากทุกอย่างชัดเจน กระบวนการ ผู้รับผิดชอบ ผู้ใส่ข้อมูล เวลาที่ใส่ ไม่มีใครหนีความรับผิดชอบไปได้ ไม่มีใครอ้างเอกสารที่ยังไม่ได้รับได้ ไม่มีใครอ้างว่า แนวทางไม่ชัดเจนได้ ทำให้การแก้ปัญหาในกรณีที่เกิดขึ้น ทำได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลา ในโลกของ BIM เหมือนกับ ERP คือมีการเก็บ Log หรือ บันทึกกิจกรรมที่มีการดำเนินการในระบบ แบบที่ออกมาจะทราบได้ทันที ชัดเจนว่าใครคือคนปรับใครคือคน Upload ใครคือคนเปลี่ยนข้อมูล และคนๆ นั้นต้องรับผิดชอบ ต่อผลที่เกิดขึ้น
  5. Analytics การนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาองค์กรทำได้ง่าย เพราะเปิดทีเดียวก็เจอ ERP มีการบันทึก Data ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และนำการเปลี่ยนแปลงนั้น มาวิเคราะห์ เพื่อทำนาย Trend สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ BIM เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลง แบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น บ่อย และไม่ต่อเนื่อง และ ราคา ต่อหน่วยของวัสดุที่มีการนำมาใช้ทำค่าก่อสร้าง หากมีแนวโน้ม การพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นประเด็นให้โครงการ สามารถหาวิธีบริหารความเสี่ยงได้

หมายเหตุ: ทุกวันนี้ ยังมีการรับจ้างเขียน BIM กันอยู่ เพราะ หลายองค์กรยังมอง BIM เป็น File ชนิดหนึ่ง ที่ต้อง “ส่งมอบ” ไม่ได้มองเป็นกระบวนการทำงาน  นั่นคือความซ้ำซ้อน

ดังนั้นโดยสรุป หากเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้จัดการระดับสูง ใช้ตรรกะของการ Implement ERP มาใช้กับการ Implement ระบบ BIM การวัดความคุ้มค่า และประสิทธิภาพการทำงาน จะสามารถเข้าใจและเห็นภาพได้ไม่ยากนัก

สุดท้ายถ้าจะ Summary BIM Benefit ให้ง่ายคือ “Speed & Accuracy ที่ก้าวกระโดด สำหรับองค์กร อย่างน้อย x3 เท่า ในเรื่องข้อมูลที่มาจากแบบ”

ธุรกิจที่ต้องการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ต้องมี ERP องค์กรที่ทำงานด้านแบบก่อสร้างหากต้องการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ต้องมี BIM

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2023/10/dr.ponn-2.png?fit=420%2C332&ssl=1 332 420 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-10-04 22:55:452023-10-09 23:02:50Metaphor ของ BIM กับ ERP ตอนที่ 2

Metaphor ของ BIM กับ ERP ตอนที่ 1

September 27, 2023/in บทความ, hilight ข่าว

ในวงการก่อนหน้านี้ ย้อนไป 5 ปีขึ้น จะมีคำพูดว่า “เรากำลังจะเปลี่ยนจาก CAD เป็น BIM” ประโยคดังกล่าวเป็นประโยคที่ช่าง ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก หรือวิศวกร ในวงการออกแบบก่อสร้างเข้าใจได้ เพราะ สิ่งที่เราใกล้ชิดกับ ความเป็น Digital มากที่สุด

สำหรับคนกลุ่มนี้ ถ้าไม่นับการใช้ LINE หรือ ส่ง Email คือการใช้โปรแกรม CAD เขียนแบบ เปิดอ่านแบบ แต่ หลายๆ คนพอได้จับ BIM ไม่ว่าจะเป็นการใช้โปรแกรมใดๆ ก็ตาม เมื่อศึกษาลงลึกไปจะทราบว่า BIM นั้น ไม่ใช่แค่การเขียนแบบ ไม่ใช่แค่ 3D แต่มันคือ “กระบวนการ”

Software ที่เป็น BIM-based คือ Software ที่ทำให้กระบวนการ ซึ่งเป็นแนวคิดทางทฤษฎี ของการทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ในโลกของและข้อมูลการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องเป็นหนึ่งเดียว เป็นจริงได้ เป็นกระบวนการที่มนุษยชาติในวงการก่อสร้างใฝ่หา อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ “ข้อมูล” ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ BIM นั้นเป็นข้อมูลที่ไป “เชื่อมต่อ” กับข้อมูลในลักษณะอื่นๆ ภายในองค์กรและภายนอกองค์กรได้

BIM ทำให้การ “Link ระหว่างข้อมูลข้ามระบบ” หรือที่เรียกว่า ปรากฎการณ์ Synchronization เกิดขึ้นได้ เมื่อเปลี่ยนที่จุดใดจุดหนึ่งภาพรวมในระบบทั้งหมดจะเปลี่ยน ดังนั้น หากใครในที่นี้ใช้ BIM แล้ว ท่านยังไม่เกิดปรากฎการณ์นี้ในองค์กร ก็ต้องขอเรียนว่า ท่านยังได้ประโยชน์จากมันไม่เต็มที่ หากท่าน Sync ได้ ท่านจะสามารถ Optimize ประสิทธิภาพของ “แบบก่อสร้าง” ที่มีผลต่อ ต้นทุน ความเสี่ยง และกระบวนการภายในของท่านได้อีกมากมายมหาศาล

ทีนี้ คำถามต่อไปคือ ถ้าเรายึดหลักว่า “การเชื่อมโยงข้อมูลของงานออกแบบก่อสร้างจาก BIM ให้เป็น Real-time เข้ากับ กระบวนการภายในองค์กร คือ Benefit ที่เป็น Ultimate ของ BIM” แล้วตรรกะที่ว่า “เราจะเปลี่ยนจาก CAD ไป BIM” ซึ่งฟังดู เหมือนเป็นเพียงการเปลี่ยนเครื่องมือเขียนแบบ แท้จริงแล้วคือตรรกะที่ถูกต้องหรือไม่

คำตอบของผม ในฐานะคนที่เกี่ยวข้องกับ BIM มา 10 ปี ก็คงจะต้องตอบว่า “ถูก แต่ถูกด้านเดียว” และด้านที่ว่านั้น คือด้านของ “คนทำแบบ” คนทำแบบคือใครบ้าง ก็เช่น สถาปนิก วิศวกร หรือที่ปรึกษาต่างๆ ที่อยู่ในฝั่ง “ออกแบบ” หรือในโลก Digital คือ คน “สร้างข้อมูล” (เปรียบเทียบกับฝั่งผู้รับเหมาคือคน “สร้างวัตถุ”)

ตรรกะที่ไม่เคยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนที่สำคัญยิ่งกว่าคนทำแบบ ให้เขาเข้าใจ Logic ตรรกะสำหรับเจ้าของกิจการ หรือ Business Owner รวมถึง ผู้บริหารองค์กร ว่า จากที่เคยเป็นอยู่ แล้วมาเป็น BIM สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคืออะไร ที่เป็นสาระสำคัญ

ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า องค์กรได้อะไรที่เป็นประโยชน์แบบก้าวกระโดดบ้าง จากการนำเทคโนโลยีที่ต้นทุนสูงนี้มาใช้

ในฐานะที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรอยู่บ้าง ผมคิดว่า ตรรกะที่เหมาะสม สำหรับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร จาก “ไม่มี BIM” มา “มี BIM” คือการ “Implement ระบบ Enterprise Resource Planning” ใน Business Process

การนำ BIM เข้ามาในองค์กร เปรียบได้กับการเปลี่ยนการทำงาน แบบกระดาษ กดเครื่องคิดเลข Excel บนเครื่องใครเครื่องมัน หรือแม้แต่ Shared Drive เป็น Excel มาเป็นระบบ ERP ใครที่เป็นผู้บริหารแล้วได้ผ่านประสบการณ์ของการ Migrate จากระบบ Manual Paper ผสม Excel + เครื่องคิดเลข มาเป็นระบบ ERP ล้วนจะเข้าใจความ “นรก” ของช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น และจะเห็นผลเมื่อ คนในองค์กรของท่านได้ ฝึกใช้ จนเข้าสู่ภาวะปกติของการทำงานในโลกใหม่ ซึ่งท่านจะรู้ว่า องค์กรของท่านเหมือนขับรถม้าเปลี่ยนมาขับรถยนต์

ERP คืออะไร

ความหมายจาก เว็บไซต์ Investopedia.com มีดังนี้ Enterprise resource planning (ERP) เป็นกระบวนกาาร ที่บริษัทใช้ในการบริหารและเชื่อมโยงส่วนงานต่างๆ ของธุรกิจเข้ามาหากัน ทั้งนี้เครื่องมือที่สำคัญที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ดังกล่าวได้ คือ Software ที่มาดำเนินการ ดังนั้นพอพูดถึง ERP หลายคนจะมุ่งไปที่ Software ทันที โดยมักไม่มองแนวคิดด้านกระบวนการ Software ERP จะตอบโจทย์ โดยเฉพาะการ “วางแผนการใช้ทรัพยากร” สมชื่อตรงตัวของมัน ให้มาเป็นระบบเดียวให้ได้

Function หรือสายงานที่ต้องมีการเชื่อมกัน คือ Function ที่เป็นสาระของธุรกิจที่เกี่ยวกับทรัพยากร (เช่น เงิน หรือ คน คู่ค้า วัตถุดิบ หรือสินค้า เป็นต้น) ฝ่ายดังกล่าว เช่น Purchasing Inventory, Sales, Marketing, Finance, Human Resources เป็นต้น

ทุกวันนี้ Software ERP มียี่ห้อที่ดังๆ จากบริษัทขนาดใหญ่ และ Start-Up มากมาย และมีการปรับเปลี่ยนมาตลอด โดยเฉพาะทุกวันนี้อยู่ในระบบที่เป็น Cloud และทำงานเป็น Software-as-a-Service (SaaS) ที่ไม่ต้องมาลงโปรแกรมในเครื่อง ไม่ต้องซื้อ Server ใดๆ ทำให้เป็นปรากฎการณ์ที่ ERP ในองค์กร ถูก Access ได้ทั่วโลก เกิดขึ้น เป็น User-Friendly มากขึ้น ราคาก็ถูกลงไป

ผลประโยชน์ ของ ERP คือ การไหลลื่นของข้อมูลที่คล่องตัว (Free Flow of Communication) โดยเฉพาะระหว่างฝ่าย และระหว่างหน่วยธุรกิจ กลายมาเป็น “A Single Source of Information” และ “Accurate” รวมถึงกลายเป็น “Real-Time Data Reporting” ที่สำคัญ ทุกคนพูดเหมือนกันว่า ERP system จะกลายเป็นกระดูกชิ้นใหญ่หากทำการ “Implement” โดยไม่เตรียมระบบองค์กรให้เหมาะสม

ใครที่ทำงาน BIM แล้วฟัง นิยามที่พูดถึง ERP นี้ รับรองได้ว่า นึกว่าคู่แฝดจาก โลกคู่ขนาน โลกหนึ่งคือธุรกิจการเงิน อีกโลกคือการก่อสร้าง

หากมีคนมาถามผมว่า BIM คือ ERP สำหรับโลกของงานออกแบบก่อสร้างและบริหารอาคารใช้หรือไม่ ผมจะตอบเลยว่า ใช่

นอกจากนิยามของตัวมันเองแล้ว การเปลี่ยนผ่าน เหมือนกันในหลายๆ มิติ ระหว่าง ERP กับ BIM มาก ในช่วงของการ Implement หรือ ที่เรียกว่า “ขึ้นระบบ” หรือ “วางระบบ”

ในตอนหน้า ผมจะพาทุกท่านไปลงรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการ Implement ทั้งในโลกของ ERP และ BIM กันครับ

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2023/10/5-1.png?fit=420%2C332&ssl=1 332 420 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-09-27 22:48:002023-10-09 22:54:17Metaphor ของ BIM กับ ERP ตอนที่ 1

BIM กับการ Combine งานอาคารสูงช่วงก่อนการก่อสร้าง

September 20, 2023/in บทความ, hilight ข่าว

ดูเหมือนปัจจุบัน กระบวนการ BIM จะสามารถช่วยงานอาคารสูงได้อย่างดี

ผมนิยามการทำงานด้วย BIM เสมือนการสร้างอาคารจริงในคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะไปสร้างจริง ในตอนนี้มีวิศวกรเข้ามาช่วยสร้างโมเดล งานระบบต่างๆ ก็ดูเหมือนจะบ่งบอกปัญหาได้มากยิ่งขึ้น

มีการนำกระบวนการ 3D coordination เข้ามาใช้อย่างหลากหลายในช่วงออกแบบก่อสร้าง โดยประโยชน์หลักๆ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก่อนไปสร้าง

ใช้เวลาเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่เน้นการ Combine แบบมากขึ้น ทำให้งาน ที่จะ นำไปก่อสร้าง มีคุณภาพมากขึ้น ความคาดหวังคือ ลดเรื่องปวดหัว ลดการช้ำของงานจากการแก้ไข มีหลายคนช่วยกันคิดบนงานเดียวกัน ไม่เหมือนเดิม ที่ บางงาน ผู้รับเหมาต้องแอบบ่นว่า ส่งแบบมาเหมือนไม่ได้คุย (sync) กัน บางงานก็เป็นการช่วยให้ทีมพัฒนาโครงการ ให้สามารถรักษาสัญญา กับลูกค้า ได้มากขึ้น เช่น ระดับความสูงของฝ้าห้องพัก เรามักเจอบ่อย

วัตถุประสงค์หลักของการเขียนบทความนี้เพื่อสื่อการนำไปใช้ ในแง่ของกระบวนการ BIM ที่เกี่ยวข้องกับอาคารสูง หลักๆ จะเป็นส่วนที่ผมมีความเชี่ยวชาญ เหตุผลที่เชี่ยวชาญ เพราะทำบ่อย และคิดว่าประสบการณ์ที่มีอาจช่วยเป็นเครื่องปรุงให้หลายๆ คนในการทำงานปัจจุบันได้

ส่วนมากทีมพัฒนาโครงการที่ทำงานกับเราจะชอบกระบวนการนี้ มากกว่า ไม่ชอบ สาระคือ อย่างน้อยๆ ก็ได้รู้ปัญหา ผมขอเรียกว่าระเบิดเวลาขนาดย่อมๆ หลายลูก แล้วกัน อาคารสูงทำกันทีก็นาน หลายปีเหมือนกัน หลายคนที่ได้โอกาสทำ ก็อยากเห็นมันสำเร็จตรงหน้าทั้งนั้น ในระยะเวลาแบบนี้ทีมพัฒนาถ้าไม่ย้ายไปไหนเสียก่อน เค้าก็คือหมายเลขแรกที่จะต้องเผชิญกับปัญหา จากเริ่มออกแบบ สู่การก่อสร้าง ไปจนถึงส่งมอบ ถ้าแบบที่จะนำไปก่อสร้าง ไม่ได้คุยกันมาดีดี อย่างนั้นก็ระเบิดเวลา งบประมาณมหาศาลที่ใช้ ไหนจะความกดดันที่เกิดระหว่างทางอีก

เค้าเลยชอบ ได้คุยกัน ได้แก้ก่อน แก้บนกระดาษ บนจอ ดีกว่า แก้ตอนปูนมันหล่อไปแล้ว ประเด็นคือ ผู้ออกแบบเหมือนเอาแบบมาสร้างให้ดูก่อนที่จะสร้างจริง ก็ดีมากๆ ตอนนี้หลายที่ก็เริ่มผลักดันมากขึ้น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำส่วนใหญ่ก็มีการใช้มาไม่ต่ำกว่า 2 ปีกันแล้วทั้งนั้น บางที่ก็ชูให้เป็น Policy ของบริษัท

การเจอปัญหาของการก่อสร้างก่อนเป็นเรื่องที่ดีมากก็จริง แต่ก็มักจะมีคำถามตามมาเสมอถึงความคุ้มค่าในด้านการลงทุนใช้งาน BIM เข้ามาในโครงการ หวังว่าปัญหาเหล่านี้คงจะจบในเร็ววัน เมื่อทุกฝ่ายใช้ BIM อย่างเป็นปกติ

ปัญหาอีกประการสำคัญสำหรับการทำงานอาคารขนาดใหญ่ด้วย BIM นั้น มีเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรเข้ามาเกี่ยว นอกเหนือจากเวลาประชุมที่เบียดการทำงาน กลุ่ม BIM Manager, BIM Modeler ก็มีผลอีกเช่นกัน เราพบว่าปัญหาหลักที่มักจะเกิดขึ้นคือ การจัดจ้างจากภายนอก (Outsource) เพื่อมาทำงานในโครงการ ทำให้การสื่อสารจาก Design มาถึงตัว BIM Model นั้น มีขั้นตอนเพิ่มขึ้นอีกจากที่เคยใช้เวลาเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ก็ใช้เพิ่มขึ้นอีก และความผิดพลาดของโมเดล กว่าหนึ่งในห้า ก็มาจากการสื่อสารที่ผิดพลาดกันเองภายใน Designer บริษัทนั้นๆ นั่นเอง ด้วย สไตล์การทำงานของ Outsource แต่ละเจ้า มีความแตกต่างของการสร้างโมเดลในแต่ละขั้นตอน ทำให้บางส่วนของจุดมุ่งหมายของ BIM (BIM Goals) ที่โครงการคาดหวังอาจไม่ได้ดั่งใจ อย่างน้อยที่เห็นกันบ่อยก็คงเป็นเรื่องการถอดปริมาณ จากโมเดล

อาคารสูง มักจะมีสามส่วนที่มักจะเกิดประเด็น จากประสบการณ์ของผม ลองแยกมาได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ส่วนที่ซ้ำกัน เช่น ห้องพักที่เหมือนกัน หรือพื้นที่ที่ซ้ำๆกัน
  • ส่วนที่ซับซ้อน และไม่ค่อยซ้ำกับอะไร ในอาคาร เช่น Transfer floor ของงานระบบ พื้นที่ส่วนกลาง
  • ส่วนต่อบริเวณที่ซ้ำกันกับอย่างอื่น เช่น สวนเหนือห้องพัก พื้นที่ส่วนกลางใต้ห้องพัก
    อะไรที่ง่ายๆ เหล่านี้จะช่วยเราวางแผนการตรวจสอบโมเดลทั้งหมดได้ง่ายขึ้นมาก และติดตามได้ดีขึ้น อย่างที่หลายๆ ทีมเริ่มมีการวาง Zoning ในการจะ Clash detection ในแต่ละครั้ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการจำกัดวงของ Issues ที่จะเกิดขึ้น ยังเป็นการแบ่งเบาภาระคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็น Hardware หลักแต่ละครั้ง Model เบา ทุกอย่างก็ไวขึ้น หลายๆ ฝ่าย Set Clash Matrix ไว้ดีดี ก็เคลียร์อะไรได้ดีมากขึ้น

BIM Manager ที่ดีมักจะมีการชี้นำแนวทาง แนะแนวเกี่ยวกับการแบ่งส่วนของโมเดล ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Link เรื่องการแยกส่วน Element worksharring ก็จะดี แต่ก็ต้องปรับไปตามสถานการณ์โครงการเช่นกัน อย่างที่เคยเห็นก็คือการคิดเผื่อทีมอื่นๆ ที่ร่วมงานทั้งหมดด้วย เพราะถ้ามันยากไป คนอื่นๆ ก็จะลำบากไปด้วย

ระยะเวลา ประมาณ 5-9 เดือนเป็นระยะเวลาการ Combine BIM ช่วง Preconstruction ที่เหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง
ความซับซ้อนของโครงการ ได้รับความร่วมมือจากแต่ละฝ่ายที่ดี ไม่ว่าจะเป็น Designer, Construction manager, และแผนกอื่นๆ ก็เป็นส่วนสำคัญ ที่น่าจะจำเป็นที่สุด คือ การตัดสินใจที่ดี อย่างมีแนวทาง เป็นรูปเป็นร่างจากเจ้าของโครงการ

สรุปสั้น
BIM ที่ผมรู้จักสำหรับอาคารสูงในไทย ตั้งแต่แรกๆ ก็ร่วมสิบปีในปีนี้ ยังพัฒนาต่อไป ยังมีอีกหลายอย่างให้เล่นมากมาย มีหลายเครื่องมือเข้ามาเพิ่มมาก การเดินทางยังคงอีกไกลสำหรับวงการนี้ เพราะอาคารก็มีแนวโนมที่ผุดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มีการนำเอาเครื่องมือมาใช้พัฒนากันเรื่อยๆ คุณไม่ใช่คนใหม่ที่เข้ามา และใน Digital ecosystem นี้ ไม่มีอะไรช้าเกินไป เพราะสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ขอให้สนุกกับ BIM ยินดีต้อนรับทุกคนครับ

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2023/10/3.png?fit=420%2C332&ssl=1 332 420 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-09-20 22:42:002023-10-09 22:48:02BIM กับการ Combine งานอาคารสูงช่วงก่อนการก่อสร้าง

Value of OPEN BIM for Asset Management

September 13, 2023/in บทความ, hilight ข่าว

ผู้ที่อยู่ในวงการ BIM อาจเคยได้ยินผู้มีประสบการณ์ BIM บางท่านเคยให้ความเห็นว่า

“BIM นั้น ต้องทำงานอยู่ใน Software ยี่ห้อเดียว ไม่สามารถทำงานข้ามยี่ห้อได้ หรือแม้ว่าทำได้ก็จะเกิดความยุ่งยาก อาจทำให้โครงการของเรามีปัญหา ล่าช้า และ งบบานปลายได้”

คำกล่าวอ้างนั้นอาจจะดูเหมือนจริง แต่หากคิดวิเคราะห์จากบทความที่ผู้เขียนได้เขียนในครั้งที่แล้วเรื่อง BIM กับการซ่อมบำรุงอาคาร เจ้าของอาคารจะต้องนำBIM Model ไปใช้งานร่วมกับระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งประกอบด้วย Software อีกจำนวนมากที่ไม่ใช่รูปแบบของ BIM ด้วย เช่น บัญชี, HR, การซ่อมบำรุง, การจัดซื้อเป็นต้น
หากคำกล่าวอ้างว่า Softwareเกี่ยวกับ BIM ยังสื่อสารข้ามยี่ห้อกันไม่ได้จริง แล้ว BIMจะสื่อสารกับโลกภายนอก BIM ได้อย่างไร? โดยผู้เขียนได้เป็นล่ามในการบรรยายเรื่องนี้ให้ BIM Guru: Mr. Eugenio จึงอยากเรียบเรียงสาระมาแชร์กับท่านผู้อ่านดังนี้

Reliable Data Reliable Data – Accessible for the Future

How many years will our Built Assets last? อาคารของเรามีอายุการใช้งานกี่ปี? อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่า อาคารต่างๆ รอบตัวเรานั้น ใช้งานมากกว่า 30 ปี บางแห่งก็มีอายุมากกว่า 50 ปี เช่น สำนักงาน โรงพยาบาล โรงงาน ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น จะเกิดอะไรขึ้นหากว่าเจ้าของอาคารต้องการเปิดไฟล์ BIM As-built Model ที่สร้างวันนี้ในอีก 10 ปีข้างหน้า? ท่านที่มีประสบการณ์ใน BIM มากกว่า 5 ปี อาจลองทดสอบได้ด้วยการนำไฟล์โครงการแรกที่ทำ มาเปิดด้วย Software เวอร์ชันล่าสุดว่าพบปัญหาในการแปลงไฟล์อย่างไร แล้วข้อมูลใดที่ตกหล่นหายไปบ้าง และลองจินตนาการว่า อีก 5 ปีข้างหน้า ท่านจะสามารถเปิดไฟล์นี้ได้หรือไม่

Data – Proprietary Format: คือข้อมูลที่จัดฟอร์แมตเฉพาะของ Software นั้นๆ หากนำไปเปิดด้วย Software อื่น อาจทำให้ข้อมูลผิดเพี้ยนหรือหายไป ยกตัวอย่างเช่น เสาบ้านที่เราสร้างด้วย Software X กำหนดฟอร์แมตเป็น กว้าง, ยาว, สูง ตามลำดับ แต่พอนำไปเปิดด้วย Software Y ทำให้ข้อมูลสลับกลายเป็น สูง, กว้าง, ยาว ทำให้เกิดปัญหาหากจะนำไปใช้ในการคำนวณความแข็งแรงของโครงสร้างเป็นต้น และแม้แต่ Software ยี่ห้อเดิม ที่ต่างเวอร์ชั่นกัน ก็อาจมีปัญหาเดียวกันนี้ได้

1 BIM Solution = Good Solution? ถ้าอย่างนั้นเราควรกำหนดไหมว่า โครงการอาคาร A กำหนดให้ใช้ Software X version 2022 ไปตลอดกาล เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว?

ในข้อเท็จจริงนั้น หากโครงการมีขนาดใหญ่ อาจต้องใช้เวลาออกแบบมากกว่า 2 ปี และอาจก่อสร้างมากกว่า 4 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือวันแรกที่เปิดใช้อาคารนั้น Software X Version 2022 ก็ได้ล้าสมัยไปกว่า 6 ปีแล้ว จะไม่สามารถใช้ Features ใหม่ๆ ที่ทันสมัยได้เลย นอกจากนี้การยึดติดกับ Software X เท่านั้น ยังเป็นการเสียโอกาสเข้าถึง Features พิเศษของ Software ยี่ห้ออื่นๆ ด้วย เช่น การตรวจสอบคุณภาพของโมเดล (ยกตัวอย่าง Software X ไม่มี Features ตรวจคุณภาพโมเดล เช่น ขนาดขั้นต่ำของห้องนอน, ความกว้างโถงทางเดินในอาคารตามกฏหมาย, ระยะ Vertical Clearanceทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องหาวิธีตรวจเอง เช่น ด้วยการเอาเมาส์จิ้มวัดระยะ, เขียนโปรแกรมเพิ่มเติม ในขณะที่ใช้ Software Y มี Features ดังกล่าวสามารถตรวจสอบคุณภาพโมเดลได้อัตโนมัติ สามารถทำได้ภายในไม่กี่นาที)

ยิ่งไปกว่านั้น Software อื่นๆ มี Features ที่น่าสนใจ เช่น ความเบาและรวดเร็วในการประมวลผล, การใช้งานบน Mac OS, การวิเคราะห์เรื่องอัคคีภัย, เรียกได้ว่าหากเจ้าของอาคารกำหนดให้ยึดติดกับ Software เดียว ก็จำเป็นต้องทิ้ง Features ดีๆ ของ BIM ทิ้งไปทั้งหมด ซึ่งการกระทำนี้อาจจะไม่ตรงกับนิยามของกระบวนการ BIM สักเท่าไหร่

Standardized Data structure – Being able to use our Data

หากเปรียบเสมือน Software ยี่ห้อต่างๆ ของ BIM คือภาษา เช่น Software X เป็นภาษาจีน, Software Y เป็นภาษาไทย, Software Z เป็นภาษาเกาหลี วิธีที่ทำให้คนจาก 3 ชาติ คุยกันรู้เรื่องได้ง่ายที่สุด ก็คือคุยภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษ ซึ่งก็คือ Standardized Data structure ใน BIM นั้นเอง โดยมีคำศัพท์ในวงการเรียกว่า “OPEN BIM”

โดย OPEN BIM มีการใช้ไฟล์ Format ตระกูล IFC ซึ่งพัฒนาโดย buildingSMART ตั้งแต่ปี 1994 ให้เป็น Open Data Format ของ BIM และสามารถใช้งานร่วมกับ Open Data Format อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น PDF, CSV และ BCF ทำให้สามารถใช้งานได้จากทุก Software และทุกเวอร์ชั่น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด (Open Data Format คือไฟล์ที่เปิดด้วย “อะไรก็ได้” เช่น ไฟล์ PDF ของAs-built Drawing ที่สร้างเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในปัจจุบันสามารถเปิดได้ด้วยคอมพิวเตอร์ แมค และวินโดส์ รวมถึง Smart Device) นอกจากนี้ไฟล์ดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้งานต่อใน Dimensionอื่นๆ ของ BIM เช่น 4D (Time Liner: จำลองการก่อสร้าง), 5D (Quantity Takeoff: ถอดปริมาณ ราคา), 6D (Simulation & Analysis: เช่น แบบจำลองการหนีไฟ, ไฟไหม้, ความแข็งแรงของอาคาร เป็นต้น)

สำหรับ BIM 7D (Asset&Facility Management: การบริหารจัดการและบำรุงรักษาทรัพย์สิน) จำเป็นต้องทำงานกับ Open Data Format มากที่สุด เนื่องจากต้องทำงานหลายทศวรรษ (ต่างจากการออกแบบ และการก่อสร้างมักจะใช้เวลาไม่เกิน 5 ปี) จำเป็นต้องทำงานร่วมกับ Software หลายยี่ห้อ หลายเวอร์ชั่น

รวมถึงต้องทำงานกับ Non-BIM software และเนื่องจากต้องทำงานหลายทศวรรษ ตัวโมเดลอาคารเหล่านั้นอาจถูกนำกลับมาแก้ไขเนื่องจากการรีโนเวต หรือมีการต่อเติมขยายอาคาร โดยต้องมีข้อมูลในโมเดลตรงกับ ERP ในขณะนั้น ดังนั้น Open Data Format จึงจำเป็นกับการทำงานประเภทดังกล่าว และการที่บุคลากรในองค์กรขาดความเข้าใจใน Open Data Format อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระบวนการ BIM ยังไม่ถูกนำไปใช้งานช่วงการบริหารอาคาร

เห็นได้ว่า OPEN BIM มีความจำเป็นสำหรับการบริหารทรัพย์สินอาคาร ซึ่งแม้ว่า OPEN BIM จะดูยุ่งยากกว่าการทำงานใน Software ยี่ห้อเดียวเล็กน้อย แต่ในระยะยาวแล้วเจ้าของโครงการได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าทั้งในแง่ของการได้ความมั่นใจว่าจะสามารถใช้ข้อมูลชุดนี้ทำงานต่อได้หลายทศวรรษ รวมถึงได้รับผลงานที่ดีที่สุดจากคนทำงานที่ได้ใช้เครื่องมือที่ตนเองถนัด และได้รับ Features เด่นๆ ของ Software หลายๆ ยี่ห้อเข้าด้วยกันด้วย

Original Lecturer**
Eugenio Fontan Yanes
M. Arch, ARB, HKIBIM
BIM Consultant at GRAPHISOFT ASIA
Adjunct Assistant Professor at Hong Kong University
Co-Founder of enyzyme APD

Co-author/Translator
ดร.สรัสไชย องค์ประเสริฐ

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2023/10/4.png?fit=420%2C332&ssl=1 332 420 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-09-13 22:30:002023-10-09 22:40:24Value of OPEN BIM for Asset Management
Page 2 of 3123

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • January 2025
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • March 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • January 2023
  • September 2022
  • May 2022
  • March 2022
  • January 2022
Popular
  • เมื่อ UK BIM Mandate 2026 ที่กำลังจะประกาศมีความเชื่อมโยงกับหลักการ...January 10, 2026 - 10:18 pm
  • ประกาศเลื่อนประชุม...March 18, 2022 - 10:00 am
  • ลงทะเบียนฟรี! ความท้าทาย...May 25, 2022 - 10:00 am
  • Download Free !! Thailand BIM Object Construction Material...September 26, 2022 - 10:00 am
  • เทรนด์ก่อสร้าง-อสังหาฯในอีก5...January 4, 2023 - 4:08 pm
Recent
  • เมื่อ UK BIM Mandate 2026 ที่กำลังจะประกาศมีความเชื่อมโยงกับหลักการ...January 10, 2026 - 10:18 pm
  • TBIM Trip 2026: NorwayFebruary 9, 2026 - 3:35 pm
  • ทำไม BIM จึงจำเป็นต่อ Digital...January 14, 2025 - 4:09 pm
  • BIM – Back to Basics ตอนที่ 2November 14, 2024 - 3:10 pm
Tags
Announcement BIM BSA CAD Construction Covid-19 Digital Document Download Guideline Material Revit Seminar Smart City TBIM TBIM2023 Technology Thailand

TBIM

Thailand BIM Association

สำนักงานใหญ่

139 Pan Road, Silom, Bangrak, Bangkok 10500

tbim.asso@gmail.com

โซเชียลมีเดีย

Facebook
Youtube

สอบถาม

หากมีคำถาม ข้อสงสัย หรือคำแนะนำ โปรดติดที่ส่วนงานเลขาสมาคม
081-1529886
(คุณกอล์ฟ)
096-7825395
(คุณก้อย)

ติดต่อเรา
Scroll to top
 

Loading Comments...