TBIM
  • หน้าแรก
  • ข่าวและกิจกรรม ▼
    • ข่าว
    • กิจกรรม
  • คลังความรู้ ▼
    • บทความ
    • สื่อมัลติมีเดีย
  • ดาวน์โหลด ▼
    • เอกสาร
    • แอพพลิเคชั่น
  • Forums
  • BIM Profile
  • เกี่ยวกับสมาคม ▼
    • รู้จักสมาคม
    • ติดต่อเจ้าหน้าที่
    • คณะกรรมการ
    • ผู้สนับสนุน
  • สมาชิก
    • เข้าสู่ระบบ/สมัครสมาชิก
  • Menu Menu

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 5

November 25, 2023/in บทความ, Uncategorized

จากบทความก่อนหน้านี้ เราได้อธิบายถึงการนำ BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์กับการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) ไปแล้ว และในครั้งนี้ เราขะมาอธิบายถึงการนำ BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์กับการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality) และแกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost) ว่าสามารถมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร

BIM Dimension 4D : Scheduling  กับ แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time)

>> เป็นการเพิ่มข้อมูลเข้ามาอีก 1 ประเภท ซึ่งจัดเป็นประเภทของ เวลา (Time) ซึ่งจะสนับสนุนการทำงานในการจัดทำแผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline)

เมื่อมีการนำมาประยุกต์ใช้กับหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เรื่องของเวลา (Project Time)

จะสนับสนุนในการติดตามและวิเคราะห์แผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการโดยมีประโยชน์ ดังนี้

  • การระบุช่วงเวลาการดำเนินการโครงการ (Project Phasing)

ในการดำเนินการในโครงการจะต้องมีการระบุกิจกรรมที่จะดำเนินการในโครงการ พร้อมทั้งระบุช่วงเวลาที่จะดำเนินการ รวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งการทำ BIM ในการจำลองกายภาพของอาคาร (Geometry) ในรูปแบบดิจิทัล (Digital) หรือโมเดล 3 มิติ จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน รวมถึงมีการระบุประเภทและปริมาณของข้อมูลที่จะต้องระบุลงไป ตามช่วงเวลาต่างๆ ของการดำเนินการโครงการ นั่นคือจะสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานให้สามารถทำงานให้สำเร็จ ตามขอบเขตการทำงานที่ระบุไว้

  • การจำลองวางแผนการก่อสร้าง (Project Planning)

ในการทำงานในช่วงเวลาของการก่อสร้าง (Construction Phase) จะเป็นช่วงของการทำงานที่มีความละเอียด และซับซ้อนมากกว่าการทำงานในช่วงออกแบบ (Design Phase) จึงจะต้องมีการวางแผนงานการก่อสร้างล่วงหน้า โดยการทำ BIM สามารถนำข้อมูลกายภาพของอาคาร (Geometry) มารวมกับข้อมูลของเวลาในช่วงของการก่อสร้าง สำหรับจำลองวางแผนการก่อสร้าง เพื่อประเมินและวิเคราะห์ระยะเวลาการทำงานที่เหมาะสมต่อการกำหนดแผนงานการก่อสร้าง

  • การติดตามการดำเนินการในโครงการ (Project Completion)

ในการดำเนินการในโครงการที่มีการระบุกิจกรรมที่จะดำเนินการในโครงการ พร้อมทั้งระบุช่วงเวลาที่จะดำเนินการ รวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบไว้นั้น จำเป็นจะต้องมีการติดตามการดำเนินการในโครงการ เพื่อประเมินและวิเคราห์ระยะเวลาในการดำเนินการหาระยะเวลาที่เหมาะสม และสอดคล้องต่อการทำงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ

BIM Dimension 5D : Estimating กับ แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

>> เป็นการเพิ่มข้อมูลเข้ามาอีก 1 ประเภท ซึ่งจัดเป็นประเภทของต้นทุน (Cost) ซึ่งจะสนับสนุนการทำงานในการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management)

เมื่อมีการนำมาประยุกต์ใช้กับหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 3 เรื่องของต้นทุน (Project Cost)

ซึ่งจะสนับสนุนการทำงานในการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management) โดยมีประโยชน์ ดังนี้

การประมาณการต้นทุน (QTO – Quality Take-Off) ในการดำเนินการในช่วงการออกแบบ (Design Phase)

จะประกอบไปด้วยการทำงานของผู้ออกแบบ ในแต่ละบทบาทหน้าที่การทำงาน ซึ่งผู้ออกแบบจะทำงานด้วยกระบวนการ BIM จึงมีการจำลองข้อมูลทางกายภาพของอาคาร รวมถึงระบุข้อมูลตามข้อกำหนด ในแต่ละช่วงการดำเนินการของโครงการ การทำงานด้วยกระบวนการ BIM จึงสามารถนำข้อมูลกายภาพของอาคาร (Geometry) ที่ได้จำลองขึ้นมา ในแต่ละหมวดงานของผู้ออกแบบ มาดำเนินการประมวลผล (Export) ข้อมูลออกมาในเชิงตัวเลขได้ (ในบ้างกรณี) เพื่อพิจารณาปริมาณของวัสดุที่จะใช้เบื้องต้น เพื่อส่งต่อข้อมูลไปใช้สนับสนุนการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management)

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/21.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-25 15:59:002025-01-14 16:00:12BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 5

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 4

November 22, 2023/in บทความ, Uncategorized

จากบทความก่อนหน้าที่เราอธิบายถึงเรื่องหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality) และแกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost) ว่ามีความหมายและความสำคัญอย่างไร และในครั้งนี้ เราจะมาอธิบายถึงการนำ BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์กับการบริการจัดการโครงการ (Project Management)

BIM ที่ย่อมาจาก Building Information Management

จะเป็นกระบวนการที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาการบริการจัดการการทำงานในโครงการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ช่วงการออกแบบ การก่อสร้าง จนถึงการใช้และดูแลรักษาอาคาร รวมถึงการจัดการข้อมูล (Information) เพื่อสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องในโครงการสามารถสื่อสาร/ประสานงานกันโดยใช้อมูลชุดเดียวกัน (Single Source of Truth) ได้อย่างมีประสิทธภาพ

ในปัจจุบันเป็นยุคของการทำ Big Data

ซึ่งการทำ BIM จะมีเรื่องของข้อมูล (Information) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน เพื่อให้ง่านต่อการความเข้าใจ จึงได้มีการนำข้อมูลที่เกิดขึ้นมาแบ่งตามคงามละเอียดของข้อมูลและตามประเภทการทำงาน BIM (BIM Dimension) โดยสามารถแบ่งได้ดังต่อไปนี้

  • BIM Dimension 3D : Modeling
  • BIM Dimension 4D : Scheduling
  • BIM Dimension 5D : Estimating
  • BIM Dimension 6D : Sustainability
  • BIM Dimension 7D : Facility Management

โดย BIM Dimension ที่สอดคล้องกับหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) จะมีรายละเอียดดังนี้

  • BIM Dimension 3D : Modeling กับ แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)
  • BIM Dimension 4D : Scheduling กับ แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time)
  • BIM Dimension 5D : Estimating กับ แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

BIM Dimension 3D : Modeling กับ แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)

>> เป็นการจำลองกายภาพของอาคาร (Geometry) ในรูปแบบดิจิทัล (Digital) ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นในลักษณะกายภาพ อาทิเช่น ความกว้าง ความยาว และความสูง เป็นต้น โดยสามารถจัดทำขึ้นจากการ 3D Modeling หรือจากการทำ Laser Scanning

เมื่อมีการนำมาประยุกต์ใช้กับหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 2 เรื่องของคุณภาพ (Project Quality)

จะสนับสนุนในการช่วยให้สามารถตรวจสอบคุณภาพได้ง่ายขึ้น โดยมีประโยชน์ ดังนี้

  • การประสานงานการออกแบบในโครงการ (Design Coordination)

เป็นการประสานงานกันในโครงการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในโครงการมองเห็นการออกแบบในรูปแบบ 3 มิติ โดยเห็นรูปแบบและลักษณะความกว้าง ความยาว และความสูงของแต่ละส่วนอาคาร เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจที่ส่งต่อจาก ผู้ออกแบบเจ้าหนึ่งไปอีกเจ้าหนึ่ง

การตรวจสอบการออกแบบในโครงการ (Design Combine)

ในการออกแบบอาคารในโครงการ จะประกอบไปด้วยผู้ออกแบบหลายส่วนงาน โดยแต่ละหน่วยงานจะแบ่งบทบามหน้าที่การทำงาน ตามบริบทความรับผิดชอบ แต่ในการก่อสร้าง จำเป็นจะต้องนำข้อมูลการออกแบบของแต่ละส่วนงานมาตรวจสอบเข้าด้วยกัน สำหรับใช้ในการก่อสร้างต่อไป ขั้นตอนนี้จึงเป็นการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อนและใช้เวลามาก หากทำงานในรูปแบบเดิม การทำงานด้วย BIM จึงเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานในส่วนนี้ ให้เห็นภาพชัดเจน ขั้นตอนการทำงานที่เป็น Manual ได้มากในหลายขั้นตอน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เป็นการนำข้อมูลมาตรวจสอบ เพื่อหาปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงปัญหาที่มองไม่เห็นจากการตีความจากการทำงานแบบเก่า ที่จำเป็นจะต้องจำลองการเชื่อมต่อกันขึ้นมาเอง นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในการตรวจสอบข้อบังคับและข้อกำหนดในรูปแบบ Automation ได้ง่ายขึ้น (ในบางกรณี) อีกด้วย

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/20.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-22 15:57:002025-01-14 15:58:44BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 4

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 3

November 17, 2023/in บทความ, Uncategorized

จากบทความก่อนหน้าที่เราอธิบายถึงเรื่องหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) และแกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality) ว่ามีความหมายและความสำคัญอย่างไร และในครั้งนี้ เราจะมาอธิบายถึงแกนสำคัญสุดท้าย นั่นคือ แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

ในการดำเนินการจัดทำโครงการ สิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารจัดการโครงการ นั่นคือเรื่องของต้นทุน ซึ่งในโครงการจัดทำโครงการการควบคุมต้นทุนโครงการ (Cost Control) ให้อยู่ในงบประมาณที่กำหนดไว้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และมีการทำงานที่ซับซ้อนมาก เนื่องจากรายละเอียดของการดำเนินการจะประกอบไปด้วยกิจกรรมจำนวนมาก และจะต้องควบคุมต้นทุนโครงการ (Cost Control) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิเช่น ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และผู้ควบคุมงาน เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อให้สามารถดำเนินการควบคุมต้นทุนโครงการ (Cost Control) ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปตามความต้องการของโครงการ (Project Requirements)

จะต้องมีการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management) ซึ่งการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ จะถูกแบ่งออกเป็นหมวดงานต่างๆ ดังนี้

  • หมวดงานการจัดเตรียมที่ดิน
  • หมวดงานสำหรับการก่อสร้าง
  • หมวดงานสนับสนุนการขายและการตลาดของโครงการ
  • หมวดงานการเงินอื่นๆ ของโครงการ
  • หมวดงานอื่นๆ

โดยจะขอลงรายละเอียดในหมวดงานสำหรับการก่อสร้าง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด ในการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management)

ในการจัดทำหมวดงานสำหรับการก่อสร้าง

จำเป็นจะต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เพื่อให้รับทราบถึงภาพรวมและสถานะของต้นทุนโครงการ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ช่วงเริ่มต้นโครงการ (Initial Phase) จะเป็นช่วงของการเริ่มต้นพัฒนาโครงการ โดยจะมีการดำเนินการจัดทำความต้องการของโครงการ (Project Requirements) พร้อมทั้งมีการจัดทำรายการต้นทุน (Cost Breakdown Structure) เพื่อประมาณการต้นทุนของโครงการเบื้องต้น ในแต่ละหมวดงานและแต่ละกิจกรรมให้ชัดเจน รวมถึงมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการพัฒนาโครงการ ให้เกิดความชัดเจนทั้งในด้านของเวลา คุณภาพ และต้นทุนของโครงการ
  • ช่วงการออกแบบขั้นต้น (Conceptual Design Phase – Schematic Design Phase) จะเป็นขั้นตอนที่ผู้ออกแบบนำเสนอแบบร่างขั้นต้น เพื่อดำเนินการดูภาพรวมของการออกแบบ โดยการตรวจสอบแบบ (Design Review) อาทิเช่น การจัดการพื้นที่ใข้สอยต่างๆ ในโครงการ การกำหนดขอบเขตต่างๆ ของอาคาร และการเลือกใข้วัสดุต่างๆ ในอาคาร เป็นต้น ซึ่งในขั้นนี้จะทำให้การควบคมต้นทุนโครงการ (Cost Control) มีความชัดเจนขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ จากข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
  • ข่วงการออกแบบในการพัฒนา (Design Development Phase) จะเป็นขั้นตอนของการจัดทำรายละเอียดของการออกแบบ (Detail Design) ในการดูรายละเอียดของการออกแบบ โดยการตรวจสอบแบบ (Design Review) โดยในขั้นตอนนี้จะมีรายละเอียดของการออกแบบที่มีความละเอียดและชัดเจนขึ้นมาก เพื่อทำการสรุปรูปแบบและรายละเอียดต่างๆ ของอาคารทั้งหมด สำหรับเตรียมความพร้อมในการดำเนินการประกวดราคา เพื่อให้โครงการดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับประโยชน์สูงที่สุด ภายใต้ต้นทุกที่กำหนด
  • ช่วงการประกวดราคา (Tendering Phase) จะเป็นขั้นตอนในการประกวดราคา ซึ่งจะดำเนินการในการถอดแบบและคำนวณปริมาณ (QTO – Quantity Take-off) เพื่อจัดทำบัญชีแสดงปริมาณและราคา (BOQ – Bill of Quantity) โดยจะทำให้โครงการรับทราบถึงต้นทุนโครงการ เพื่อนำไปประมาณการสำหรับการใช้ต้นทุนโครงกการ ให้ผู้พัฒนาโครงการได้ทราบว่า ยังอยู่ภายใต้งบประมาณอยู่หรือไม่ ซึ่งหากการพิจารณามาแล้วว่าเกินต้นทุนโครงการ จะต้องดำเนินการทำการวิเคราะห์ และเจรจาต่อรองในรายละเอียด ในรูปแบบการควบคุมต้นทุน (/จ) เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุนให้อยู่ในต้นทุนของโครงการ

ซึ่งเมื่อเรานำเรื่อง BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์รวมกันกับการควบคุมต้นทุนโครงการ (Project Cost) จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้จากบทความเรื่อง BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ในตอนถัดๆ ไป

โดยสรุปการควบคุมต้นทุนโครงการ (Cost Control)

จำเป็นจะต้องมีการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management) โดยจะต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เพื่อให้ผู้พัฒนาโครงการ รับทราบและประเมินการจัดสรรตุ้นทุนโครงการได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในครั้งต่อไป เราจะมาอธิบายถึงการนำ BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์กับการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality) และแกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost) ว่าสามารถมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/19.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-17 15:55:002025-01-14 15:57:00BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 3

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 2

November 14, 2023/in บทความ, Uncategorized

จากบทความก่อนหน้าที่เราอธิบายถึงเรื่องหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) โดยครั้งที่แล้ว เราอธิบายถึง แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) ว่ามีความหมายและความสำคัญอย่างไร และในครั้งนี้ เราจะมาอธิบายถึง แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)

แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Quality)

เป็นขั้นตอนของการควบคุมคุณภาพการดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ในโครงการ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • คุณภาพในเรื่องของกฎหมายอาคาร
  • คุณภาพในเรื่องของการออกแบบ
  • คุณภาพในเรื่องของการก่อสร้าง
  • คุณภาพในเรื่องของการใช้และดูแลรักษาอาคาร

คุณภาพในเรื่องของกฎหมายอาคาร เป็นข้อบังคับของการจัดทำโครงการที่บังคับให้ต้องปฏิบัติตาม

ในการดำเนินการกิจกรรมต่างๆ โดยขอยกตัวอย่างที่ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งจะมีขอบังคับในการควบคุมเรื่องต่างๆ ดังนี้

  • การสถาปัตยกรรม ความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
  • ความมั่งคงแข็งแรงของอาคาร
  • ความปลอดภัยของผู้อาศัยหรือใช้อาคาร
  • การป้องกันอัคคีภัยภายในอาคาร
  • การสาธารณสุขและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  • การอำนวยความสะดวกแก่การจราจร ฯลฯ

คุณภาพในเรื่องของการออกแบบ เป็นข้อกำหนดในส่วนของรายละเอียดในการออกแบบ ในแต่ละโครงการ

ซึ่งข้อกำหนดในส่วนนี้จะไม่เหมือนกันในแต่ละโครงการ โดยจะมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละวัตถุประสงค์/เป้าหมายของโครงการ รวมถึงตามความหลากหลายของประเภทอาคารอีกด้วย โดยผู้พัฒนาโครงการให้ความสำคัญในเรื่องของการออกแบบ ภายใต้แนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรม ให้คนสามารถอยู่ได้โดยใช้พลังงานจากธรรมชาติให้น้อยที่สุด หลักการออกแบบนี้คือ สถาปัตยกรรมสีเขียว (Green Architecture) และสถาปัตยกรรมแบบยั่งยืน (Sustainable Architecture)

คุณภาพในเรื่องของการก่อสร้าง เป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างในหมวดงานต่างๆ ดังนี้

  • หมวดงานวิศวกรรมเป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของโครงสร้างต่างๆ เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับคอนกรีต เหล็กเสริมคอนกรีต ความแข็งแรงของโครงสร้าง เพื่อทำให้การก่อสร้างเป็นไปตามข้อกำหนด และมีความแข็งแรงปลอดภัยทั้งในระหว่างการก่อสร้างและหลังจากที่อยู่อาศัยไปแล้ว
  • หมวดงานสถาปัตยกรรมเป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้พื้นที่และการกำหนดความแข็งแรงของอาคาร ทำให้สามารถใช้งานอาคารนั้นได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย
  • หมวดงานด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง โดยทั่วไปในการก่อสร้าง จะมีการใช้กำลังพล เครื่องมือ/อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงเครื่องจักรในการทำงาน อีกทั้งยังมีมลภาวะเรื่องฝุ่น และเสียง จากการก่อสร้าง ดังนั้นจึงต้องมี ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย มาควบคุมระหว่างก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งผู้ทำงาน และผู้คนบริเวณรอบพื้นที่ก่อสร้างโดยรอบ

คุณภาพในเรื่องของการใช้และดูแลรักษาอาคาร ในการใช้งานอาคาร

ผู้พัฒนามีความคาดหวังในเรื่องของระยะเวลาของการใช้งานอาคารให้อาคาร มีอายุการใช้งานได้นานที่สุด ดังนั้นข้อกำหนดเรื่องการใช้งานและดูแลรักษาอาคารจึงมีความสำคัญที่จะต้องให้ความรู้เรื่องของการดูแลรักษาอาคารให้กับเจ้าของอาคาร รวมถึงผู้ใช้งานอาคาร โดยการดูแลบำรุงรักษาอาคาร เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อยืดอายุการใข้งานของอาคาร โดยมีระบบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • ระบบไฟฟ้า
  • ระบบปรับอากาศ
  • ระบบระบายอากาศ
  • ระบบสุขาภิบาล
  • ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย

ซึ่งเมื่อเรานำเรื่อง BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์รวมกันกับการควบคุมคุณภาพการดำเนินการโครงการ (Project Quality) จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้จากบทความเรื่อง BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ในตอนถัดๆ ไป

โดยสรุปแล้ว การควบคุมคุณภาพของโครงการ จะเป็นการควบคุมผลลัพธ์ของโครงการ

ซึ่งในแต่ละโครงการจะมีการใช้งานข้อบังคับและข้อกำหนดต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะขึ้นอยู่กับลักษณะ และประเภทของโครงการ ทั้งนี้อาจรวมถึงขนาดพื้นที่ของแต่ละโครงการอีกด้วย โดยการการใช้งานข้อบังคับและข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการโครงการเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ และบรรลุตามวัตถุประสงค์เป้าหมายของโครงการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรระวัง การใช้งานข้อบังคับและข้อกำหนดต่างๆ ในโครงการเป็น หนึ่งในกิจกรรมที่ในแต่ละโครงการจะต้องดำเนินการ จึงต้องมีการหารือสรุปข้อบังคับและข้อกำหนดต่างๆ ตั้งแต่แรกในการดำเนินการโครงการ เพื่อให้ทุกคนรับทราบในแนวทางปฏิบัติ และใช้เป็นแนวทางในการทำงานในหน้าที่บทบาทความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการจัดทำแผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline)

ในครั้งต่อไปจะมาพูดถึงแกนสำคัญสุดท้าย ในหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) นั่นคือแกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/18.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-14 15:53:002025-01-14 15:55:12BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 2

จาก BIM สู่ Digital Twin ตอนที่ 2

November 11, 2023/in บทความ, Uncategorized

Software ที่ใช้ Operate BIM ในลักษณะ Digital Twin ไม่ใช่ Software เพื่อสร้าง File BIM

สำหรับทั้งผู้ประกอบวิชาชีพและเจ้าของโครงการบางครั้งพอได้ยินคำว่าการใช้ BIM มาเพื่อบริหารอาคาร จะคิดถึงการที่ต้องลงทุนในระบบ Software ราคาสูงที่ต้องใช้ในการเขียน BIM File หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูง ในระดับเดียวกับที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างหรือบริษัทออกแบบลงทุน ในความเป็นจริงแล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในระดับดังกล่าว เพียงแต่ต้องมีความเข้าใจเรื่อง BIM มีศักยภาพในการจัดเก็บและ มี Software ด้าน Digital Twin เพื่อใช้ประโยชน์เท่านั้น

Software ด้าน Digital Twin คือ Software ที่นำ BIM File (ซึ่งในที่นี้ถือว่าเป็นฐานข้อมูลประเภทหนึ่ง) มาเป็นข้อมูลแกนกลางไปเชื่อมโยงกับ ฐานข้อมูลอื่นๆ ในระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการสินทรัพย์ อาคาร สาธารณูปโภค หรือ เมือง Software ดังกล่าวเป็น Software ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ Software ที่ใช้ในการสร้างหรือปรับเปลี่ยนแก้ไข BIM File ในกรณีที่เป็นงานออกแบบ ก่อสร้าง อันเป็น Software ที่ผู้ใช้ BIM ในประเทศไทยมีความคุ้นเคยอย่างดี

Software ด้าน Digital Twin คือ Software ที่นำ BIM File ไปใช้ประโยชน์ต่อ เปรียบได้กับ Software ที่ใช้ BIM File ไปทำจำลองสถานการณ์ ด้าน พลังงาน หรือ ด้านจราจร หรือไป ทำ Rendering ให้มีความสวยงาม เป็นต้น Software ในลักษณะนี้จะไม่สามารถทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลง BIM File ได้ ดังนั้นเจ้าของสินทรัพย์ไม่ได้มีความจำเป็นต้องลงทุน Software ในการสร้าง BIM เหมือนกับธุรกิจออกแบบก่อสร้าง แต่เจ้าของต้องลงทุนด้านอื่นๆ ที่จะมีการกล่าวถึงต่อไป

สาระสำคัญของ Software ด้าน Digital Twin ที่มี BIM เป็นแกนกลาง คือ “การเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลของ Data ทุกประเภท” Software ลักษณะนี้ปัจจุบันมีหลายยี่ห้อ ที่เจ้าของกิจการหรือ  ผู้บริหารองค์กรสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมได้

ทั้งนี้ศักยภาพการเชื่อมโยงฐานข้อมูลหรือแหล่งข้อมูล โดยหลักจะประกอบด้วยการเชื่อมโยงดังต่อไปนี้

การเชื่อมโยง #1 กับ ระบบ Enterprise Resource Planning

Enterprise Resource Planning หรือ ERP คือ ระบบที่ใช้ในการบริหารธุรกิจโดยตรง เป็นการบันทึกด้านบัญชี การเงิน สินทรัพย์ และสถานะขององค์กร ที่เป็นแกนกลางทางธุรกิจ ในกรณีที่ องค์กรเป็นเจ้าของสินทรัพย์ หรือมีการเช่าสินทรัพย์ใดๆ โดยเฉพาะที่เ็ป็นอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลของสินทรัพย์ดังกล่าวจะปรากฎอยู่บน ERP

การบันทึกข้อมูลของสินทรัพย์ลงใน ERP นั้นมีได้ตั้งแต่ประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแบบก่อสร้าง เช่น วันที่สินทรัพย์นั้นเข้าระบบ หรือ ชื่อผู้เช่า หรือ ราคาที่ซื้อมา หรือ ค่าเสื่อมสินทรัพย์นั้นๆ เป็นต้น ซึ่ง ข้อมูลลักษณะนี้ Digital Twin จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่สามารถทำให้ปรากฎได้ เมื่อดูจาก Digital Twin อันเป็นความสะดวกอีกลักษณะหนึ่ง เช่น เมื่อดู Digital Twin และผู้เช่ามีความสนใจห้องเช่าเพิ่มเติม และกดดูทาง Digital Twin จะสามารถทราบได้ทันที ว่าห้องที่สนใจนั้นใครเช่าอยู่ หรือจะหมดสัญญาเช่าเมื่อใด เป็นต้น หากเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแบบก่อสร้าง หรือสภาพแวดล้อมทางกายภาพ Digital Twin (ที่มี BIM เป็นแกนกลาง) จะมีประโยชน์ อย่างมาก

ตัวอย่างคือ กรณีที่องค์กร มีอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า และมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ตลอดเวลา การปรับเปลี่ยน BIM Model ให้ตรงกับสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงของอาคาร จะทำให้พื้นที่ขาย ที่ปรากฎใน ERP ถูกต้องตรงกัน ตรวจสอบได้และมีการบันทึกเส้นทางการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา 

การเชื่อมโยง #2 กับ ioT

อุปกรณ์ ioT ที่มีการติดตั้งในสภาพแวดล้อมทางกายภาพแบ่งได้เป็นสองลักษณะ ได้แก่

  1. อุปกรณ์ ที่ส่งข้อมูลออกมาได้อย่างเดียว – หมายถึงอุปกรณ์ที่มีหน้าที่อ่านข้อมูลบันทึกข้อมูลแล้วส่งเข้าระบบกลาง ตามที่ถูกสั่งการ ในที่นี้คือการส่งไปยังจุดที่ผู้ออกแบบระบบ Digital Twin เป็นคนกำหนด เพื่อนำข้อมูลไปใช้
  2. อุปกรณ์ ที่ถูกสั่งให้ดำเนินการใดๆ ได้ – หมายถึงอุปกรณ์ที่นอกจากจะทำหน้าที่อ่านข้อมูลและส่งข้อมูลออกไปแล้ว ยังสามารถดำเนินการรับข้อมูลและแปลงเป็นคำสั่งให้ดำเนินการใดๆ ได้ เช่นเปิดปิดสวิชต์ หรือควบคุมในลักษณะอื่นที่ซับซ้อนขึ้น

อุปกรณ์ ioT ทั้งหมด จะทำให้ การเชื่อม BIM กับ Digital Twin นั้นกลายสภาพมาเป็น ศูนย์บัญชาการ หรือ Command Center หรือที่ในประเทศไทยนิยมเรียกกันว่า Warroom เนื่องจากข้อมูลที่จากอุปกรณ์ ioT ที่ส่งเข้ามาที่ส่วนกลางและอำนาจการควบคุมอุปกรณ์ใดๆ ในระบบ สามารถดำเนินการได้ผ่าน Model ของ Digital Twin หากต้องการดูรายละเอียดเจาะลงไปลึกขึ้นก็สามารถกดดู รายละเอียดของอุปกรณ์ ในแต่ละชิ้นที่มีการบันทึกข้อมูลไว้ สถานะของการใช้งาน รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อมโยงและเปิดสู่สาธารณะ เช่น อัตราค่ามลพิษ เป็นต้น

การเชื่อมโยง #3 กับ เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ในการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์นั้น มีเอกสารที่เป็นลักษณะของกระดาษอยู่หลายแบบ เช่น สัญญา หรือ ภาพถ่าย หรือ แม้แต่แบบที่เป็นลักษณะของ Schematic Diagram ต่างๆ รวมถึงคู่มือการใช้อุปกรณ์ เอกสารเหล่านี้ มาในรูปแบบของ PDF หรือ JPEG ที่สามารถพิมพ์ได้

ในสภาวะปกติการค้นหาเอกสารดังกล่าวต้องผ่านการเข้าไปใน drive หรือ directory ของแฟ้มเอกสารในคอมพิวเตอร์ ที่หากผู้ที่ต้องการใช้ไม่เข้าใจการเก็บเอกสาร ก็จะค้นหาได้ยาก แต่ด้วยระบบ Digital Twin ผู้ที่ต้องการค้นหาเอกสารดังกล่าว จะสามารถทำได้โดยสะดวก คือการเข้าไปใน Model แล้วกดในสิ่งที่ต้องการเพื่อหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวัตถุชิ้นนั้น

การเชื่อมโยง #4 ผู้รับผิดชอบ

ในองค์กรหนึ่ง บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสาธารณูปโภคแห่งหนึ่ง อาจมีหลายคน และอาจจะมีทั้งความสัมพันธ์ ในลักษณะที่เป็นต่างฝ่าย หรือเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของส่วนท้องกิ่นกับส่วนกลางเป็นต้น ในกรณีที่เกิดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พื้นที่ หรือวัตถุ หรือ อุปกรณ์ใดๆ ที่ต้องมีการสื่อสารกัน และต้องการหาผู้รับผิดชอบนั้นๆ การมี Digital Twin จะสามารถทำให้ บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดติดตามค้นหาเพื่อให้ได้ประสานงานกันง่ายขึ้น และสามารถเป็น Platform ในการ เปิดขึ้นเพื่อใช้ในการประชุมร่วมกัน บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน

การเชื่อมปรับเปลี่ยนแบบให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเสมอ ใน Digital Twin

ประเด็นที่จะต้องถูกชี้แจงให้ชัด คือประเด็นเรื่องการปรับปรุงแก้ไข BIM File ให้มีความถูกต้องตรงกันกับสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง คำถามคือ หากจะดำเนินการดังกล่าวก็ต้องใช้ Software ที่มีศักยภาพในการปรับปรุงแก้ไข หรือสร้าง BIM File ใช่หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ แต่โดยการบริหารแล้ว บุคคลที่ทำหน้าที่ดังกล่าวไม่จะเป็นต้องเป็นคนในองค์กร องค์กรสามารถว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ดำเนินการได้ และเป็นหน้าที่ของบุคคลภายนอกที่จะต้องไปซื้อหา Software ดังกล่าวมาดำเนินการ หากเปรียบเทียบก็คือ Software กังกล่าวเหมือน เครื่องอบขนมปัง – เราเป็นเพียงคนที่ต้องการรับประทานขนมปัง เป็นบางครั้ง เราควรไปซื้อขนมปัง คนที่ทำขนมปังทุกวัน เพื่อรับประทานเอง หรือเพื่อขาย จึงจะมีความคุ้มค่าที่ควรลงทุน ดังนั้น สำหรับองค์กร ที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบ ตลอดเวลา และมีอาคารจำนวนมาก เท่านั้น จึงจะคุ้มค่ากับการลงทุนดังกล่าว

แต่อีกด้าน Software ด้าน Digital Twin ที่มี BIM File เป็นแกนกลาง เป็นสิ่งที่องค์กรใช้ในการดำเนินการบริหารจัดการองค์กร ตลอดเวลา ในทุกวัน องค์กรควรมีการลงทุนใน Software ลักษณะดังกล่าว

การเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจาก กรอบของการบริหารจัดการสินทรัพย์

นอกเหนือไปจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ หรือบำรุงรักษาที่เป็นผลประโยชน์โดยตรงจากการใช้ Digital Twin แล้ว ยังมีประโยชน์ในการดำเนินการโดยตรงอื่นๆ อีก เช่น ด้านการบริหารความปลอดภัยหรือป้องกันภัยพิบัติ (Safety and Security)

เช่นการเชื่อมระบบกับ กล้องวงจรปิด โดย Digital Twin สามารถระบุตำแหน่งของกล้องวงจรปิดใน Model ได้ และส่งภาพที่มีการถ่ายในกล้องดังกล่าว เข้ามาใน Digital Twin เพื่อแสดงผลได้ – หรือ อีกด้านหนึ่ง หากมีการระบุภาพจากกล้องก็สามารถทำให้ Digital Twin ระบุตำแหน่งว่า ภาพดังกล่าวมาจากกล้องตัวใดได้

ในประเด็นเรื่องของสัญญาณเตือนภัย หากมีการเตือนขึ้น Digital Twin สามารถแสดงห้อง หรือจุดดังกล่าวให้เห็นได้ทันที เพื่อให้ เป็นเส้นทางสำหรับนักดับเพลิงให้เข้าไปได้อย่างถูกต้อง  หรือการสั่งการให้เปิด Sprinkler เพื่อดับเพลิงหากมีการเชื่อมต่อกับ Digital Twin จะทำให้สามารถสั่งการผ่าน Model ให้ดำเนินการเป็นจุดเฉพาะได้

Data Analytics

เมื่อสะสมข้อมูลต่อเนื่องและทำการวิเคราะห์ จะทำให้เกิดการค้นพบประเด็นใหม่ ที่ใช้ในการพัฒนาปรับปรุงองค์กรได้ตรงประเด็นบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ เช่น ในกรณีของการประหยัดพลังงานของระบบบำบัดน้ำเสียกลาง ที่หากไม่มีข้อมูลพื้นฐานใดๆ ระบบต้องเปิดดำเนินการตามเวลา แต่หากมีข้อมูลว่าปริมาณน้ำเสียที่เข้ามาไม่เท่ากัน และให้ Digital Twin มีการสะท้อนภาพดังกล่าว จะทำให้ระบบสามารถปรับแนวทางการเปิดปิดเครื่องจักรได้สะท้อนกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้า และอาจทำให้ประหยัดไฟฟ้าได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นต้น

Artificial Intelligence สำหรับ Building Environment

ที่สุดแล้วเมื่อข้อมูลถูกสะสม (Data Analytics) และให้ Computer มีการเรียนรู้ (Machine Learning) ระบบก็จะถูกพัฒนาให้ฉลาดขึ้นและดำเนินการได่อย่างต่อเนื่องมากขึ้น และที่สุดระบบจะทำงานด้วยตัวเองได้ แนะนำแนวทางต่างๆ ได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา หรือ กลายมาเป็น Artificial Intelligence ที่เกิดจากการเรียนรู้ผ่าน Digital Twin ที่มี BIM เป็นพื้นฐานกลางนั่นเอง

ทั้งนี้หนทางที่จะพัฒนาต่อ จะสังเกตุไดว่า BIM จะกลายเป็นเหมือนรากฐานที่สำคัญสำหรับการสร้าง Automation ใน Built Environment ที่เราเคยได้ดูจากภาพยนต์ Sci-Fi ที่มีผู้ช่วยเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความฉลาดล้ำลึก – สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการจัดการวางโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลทางกายภาพที่ดีที่สุด ก็คือบนพื้นฐานของ BIM Technology

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/23.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-11 15:52:002025-01-14 15:53:08จาก BIM สู่ Digital Twin ตอนที่ 2

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 1

November 8, 2023/in บทความ, Uncategorized

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า BIM ย่อมาจาก Building Information Modelling แต่ในครั้งนี้ ข้อนำเสนอ BIM ที่หนึ่งด้านที่เป็นได้มากกว่าการขึ้นโมเดล 3 มิติ (3D Model) นั่นคือ M ที่ย่อมาจาก Building Information Management ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) จะแบ่งออกเป็นหลักๆ ทั้งหมด 3 แกน ดังนี้

  • แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time)
  • แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)
  • แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time)

หมายถึง ตารางการทำงานในโครงการที่จะระบุกิจกรรมที่จะดำเนินการทั้งหมดลงในตาราง พร้อมทั้งกำหนดช่วงเวลาวันเริ่มต้นและสิ้นสุดของกิจกรรมนั้นๆ เพื่อเป็นการกำหนดขอบเขตของช่วงเวลาการทำงาน ซึ่งในตารางดังกล่าว ไม่เพียงแค่ระบุรายการกิจกรรมและช่วงเวลาเท่านั้น ในบางครั้งเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจำเป็นจะต้องเพิ่มเติมรายละเอียดของการระบุข้อมูลเชิงลึก โดยการระบุถึงบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรม รวมถึงระบุกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกัน (Dependent) และกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกัน (Independent) เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการทั้งหมด เห็นภาพรวมการทำงานเป็นภาพเดียวกัน รวมถึงรับทราบข้อมูลลำดับการดำเนินการกิจกรรมที่สำคัญของโครงการ (Critical Path) โดยเราจะเรียกตารางการทำงานดังกล่าวว่า แผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline)

การจัดทำแผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline) ในแต่ละโครงการ จะแบ่งรายละเอียดออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ดังนี้

  • แผนการทำงานในช่วงของการออกแบบ (Design Phase)
  • แผนการทำงานในช่วงของการก่อสร้าง (Construction Phase)

ซึ่งเมื่อเรานำเรื่อง BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์รวมกันกับการจัดทำแผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline) จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้จากบทความเรื่อง BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ในตอนถัดๆ ไป

โดยสรุปแล้วข้อมูลที่ควรจะมีหรือควรระบุลงในตารางกิจกรรมการดำเนินการในโครงการ (Project Time) มีดังนี้

  • รายการกิจกรรมที่จะดำเนินการในโครงการ (Activity)
  • ช่วงเวลาของการดำเนินการในแต่ละกิจกรรม (Duration)
  • บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรม (Responsible)
  • ระบุกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกัน (Dependent) และกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกัน (Independent)
  • ลำดับการดำเนินการกิจกรรมที่สำคัญของโครงการ (Critical Path)

ข้อควรระวัง เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากการจัดทำตารางกิจกรรมการดำเนินการในโครงการ (Project Time) มีผลกระทบต่อการจัดทำการทำผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการ (Feasibility Study) เพราะฉะนั้นการกำหนดข้อมูลและช่วงเวลาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างเหมาะสม

ในครั้งต่อไปจะมาพูดถึงอีก 1 แกนสำคัญในหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) นั่นคือแกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/17.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-08 15:50:002025-01-14 15:51:08BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 1

จาก BIM สู่ Digital Twin ตอนที่ 1

November 4, 2023/in บทความ, Uncategorized

BIM กำลังเข้าสู่ยุคใหม่

BIM มีความเกี่ยวข้องกับการออกแบบและการก่อสร้างมาตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการใช้ BIM อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในวงการออกแบบสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการก่อสร้าง ปัจจุบันทักษะการใช้ BIM โดยเฉพาะการสร้าง File BIM ในลักษณะของการเขียนแบบก่อสร้าง เป็นทักษะที่บัณฑิตปริญญาตรีหลายมหาวิทยาลัยมีเป็นปกติ.  เจ้าของโครงการไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่จะมีการระบุใน ToR ให้มีการส่งแบบเป็น BIM File ทั้งในขั้นตอนการออกแบบที่เป็นแบบก่อสร้าง (Construction Document) และที่เป็นแบบเหมือนสร้าง (As-Built Documents) ในสมัยก่อน ToR จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของ BIM File ที่ส่งน้อยมาก ปัจจุบัน ToR เริ่มถูกพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจ บาง ToR มีรายละเอียดลงลึกไปถึงข้อมูล Database ที่ประกอบ BIM และเริ่มพิจารณาถึง “การจะเอา BIM File ไปใช้ในการบริหารจัดการสินทรัพย์” หลังจากที่การก่อสร้างเสร็จสิ้นลงแล้ว สินทรัพย์ที่กล่าวถึงดังกล่าวหมายถึง สินทรัพย์ที่เป็น อาคาร สาธารณูปโภค หรือ เมือง ที่ BIM มีความเหมาะสมในการบันทึกข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากอาคารใหม่ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกของ BIM แล้ว อาคารเดิมที่มีอยู่ใน Portfolio ขององค์กรก็จะถูกปรับเข้าสู่โลกของ BIM ด้วย เจ้าขององค์กรในปัจจุบันที่เป็นยุคของ “Digital Transformation” ค้นพบแล้วว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง คือเรื่องของ ข้อมูลสินทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่จะต้องถูกปรับให้เป็น Digital ด้วย เช่นเดียวกับเรื่องของบัญชี การเงิน หรือการจัดการอื่นๆ ความยากลำบากคือการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ แบบอาคาร หรือแบบสาธารณูปโภคนั้น มีความสลับซับซ้อนและเป็นวิชาการเฉพาะด้านที่ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพจึงจะมีความเข้าใจ นอกจากนี้ในสมัยก่อน การเปลี่ยนแปลงข้อมูลของสินทรัพย์เหล่านี้มีน้อยมาก จนเรียกได้ว่าเป็น “สินทรัพย์ถาวร” (ตรงข้ามกับสินทรัพย์หมุนเวียน) แต่ในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์ และบริการนั้น การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ของอาคาร หรือสาธารณูปโภค มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุง ต่อเติม หรือเปลี่ยนการใช้สอย ของพื้นที่ เพราะโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก การบันทึกข้อมูลของสินทรัพย์ที่เป็นอาคาร หรือสาธารณูปโภคจึงมีความท้าทายอย่างมาก และ BIM คือคำตอบของความท้าทายดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้เจ้าขององค์กรที่มีวิสัยทัศน์ มีความต้องการใช้ BIM เพื่อตอบโจทย์นี้

BIM กำลังกลายไปเป็น “ฐานข้อมูล” สำหรับ การนำไปใช้ในการบริหารสินทรัพย์ ที่เป็นอาคาร สาธารณูปโภค

แนวโน้มการใช้ BIM เพื่อมาเป็น “ข้อมูลกลาง” ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ ที่เป็น อาคาร สาธารณูปโภค หรือเมือง เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากเจ้าของหรือผู้บริหารองค์กร เล็งเห็นประโยชน์ ดังต่อไปนี้

  1. ลบกระดาษออกจากการบันทึกแบบ – ในสมัยก่อน แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาช่วยในงานบริหารอาคารแล้ว แต่การบันทึกแบบก่อสร้างยังเป็นไปในแบบที่เป็นกระดาษขนาดใหญ่ และวางไว้กลางห้องช่าง หรือห้องฝ่ายอาคาร เวลาที่จะต้องมีการปรับปรุงใดๆ ก็ต้องเปิดกระดาษกันโดยตรง เป็นความไม่สะดวกในการเข้าถึงข้อมูล – BIM จะทำให้เข้าเข้าถึงข้อมูลเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ในรูปแบบที่เป็นทั้ง 2D และ 3D รวมถึงข้อมูล Specification และเอกสารประกอบ สามารถเป็น Digital ได้ทั้งหมด
  2. As Built ที่ถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขได้อย่างสะดวก – ปัญหาของ As-Built Document ในยุคก่อนที่เป็นกระดาษ คือไม่สามารถูกปรับปรุงแก้ไขใดๆ ได้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนมาบันทึก As-Built เป็น BIM จะทำให้การปรับปรุงแก้ไขเป็นไปได้อย่างสะดวกและมีการบันทึกเส้นทางการแก้ไขที่ชัดเจน ทำให้สะท้อนแบบกับสภาพอาคารที่ถูกปรับปรุงอย่างต่อเนื่องนั้น ถูกต้อง ตรงกัน และ ทันสมัย
  3. เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่นๆ ได้ – โดยสภาพวะของความเป็น Database ของ BIM ที่มีข้อมูลในลักษณะที่เป็น Text กับ ตัวเลข หรือที่เรียกว่า Non-Graphical Information นั้น ทำให้การเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลอื่น (Synchronization) เกิดขึ้นได้ ข้อมูลลักษณะอื่นที่เกี่ยวข้องกับ อสังหาริมทรัพย์ เช่น ชื่อผู้เช่าพื้นที่ หรือ อัตราค่าเช่าของพื้นที่ มักจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในอีกระบบหนึ่ง เช่นระบบบัญชีการเงิน หรือการขาย เมื่อมีการใช้ BIM แล้วข้อมูลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงตรงมาที่ BIM Model ได้ เพื่อใช้ในการบริหารอาคาร หรือ อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่สะท้อนจากทางกายภาพ ที่เรียกว่า Graphical Information ก็สามารถสะท้อนกลับไปยัง ระบบอื่นได้โดยตรง เช่น พื้นที่ขาย หรือ ความสูงของห้อง เป็นต้น ทำให้ภาระในการ Update ข้อมูล ให้ตรงกัน ข้ามระบบหมดไป
  4. สร้างระบบอัตโนมัติได้ – เมื่อทั้งหมดมีความเป็นฐายข้อมูล การสร้างระบบอัตโนมัติเพื่อช่วยในการทำงาน เช่นระบบการแจ้งเตือน ย่อมทำได้ เช่น การแจ้งเตือนการ ซ่อมบำรุง สะท้อนใน BIM Model ว่าเครื่องจักรเครื่องใด ยังไม่ได้ดำเนินการซ่อม ทำให้ผู้ที่รับผิดชอบสามารถเล็งเห็นตัวเครื่องจักรในตำแหน่งที่ถูกต้องของอาคารได้ทันที เป็นต้น

โดยทั้งหมดนี้ จะต้องมี Software ที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ดังกล่าว และไม่ใช่ Software ที่ใช้ในการ “สร้าง File BIM” หรือ “เขียนแบบ BIM” ต้องเป็น Software ที่นำ BIM File ไปใช้วางเป็นแกนกลางเพื่อเชื่อมโยง ข้อมูลอื่นๆ ของการบริหารจัดการสินทรัพย์ และ นั่นคือการเข้าสู่ยุคของ “Digital Twin”

Digital Twin คือ พัฒนาการของ BIM ในขั้นต่อไป

Digital Twin ไม่ใช่ปรากฎการณ์ใหม่ในโลกเทคโนโลยี แต่เป็นปรากฎการณ์ ที่มีมานานแล้ว ในอุตสาหกรรมอื่นๆ มีการใช้มานาน อย่างต่อเนื่อง เช่น การแพทย์ การพลังงาน หรืออากาศยาน เป็นต้น แต่ในอุตสาหกรรม ของ อาคาร สาธารณูปโภค หรือ เมืองนั้น เพิ่งเริ่มเป็นตัวตนอย่างชัดเจนไม่กี่ปีมานี้

สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญมากที่ทำให้ข้อมูลสะท้อนความเป็นจริง ในลักษณะของ Digital Twin คือการบันทึกข้อมูลจากหน้างานให้เป็น Real Time โดยการบันทึกดังกล่าว ไม่สามารถทำได้ในลักษณะ Manual หรือใช้คนบันทึก ต้องการบันทึกโดยคอมพิวเตอร์เท่านั้น และนั่นคือบทบาทสำคัญของ Internet of Things (ioT)

Internet of things คือ คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก หรือ ตัวส่งสัญญาณขนาดเล็กที่มีหน้าที่หลัก ได้แก่ การบันทึกข้อมูลเฉพาะเรื่องที่ถูกติดตั้งไว้ เช่น การไหลของน้ำ การใช้งานของเครื่องจักร และส่งรายงานผลการบันทึกดังกล่าวนั้น เข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการประมวลผล

ในกรณีของ Digital Twin สำหรับอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็น อาคาร สาธารณูปโภค หรือเมือง  รวมผลจาก ioT ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญ เช่น ระบบปรับอากาศ หรือ ระบบน้ำ หรือระบบรักษาความปลอดภัย หรือ การเคลื่อนที่ของคน เป็นต้น มาบันทึกในตำแหน่งของ BIM แล้ว นำไปประมวลผลโดยใช้ Data Anlytics เพื่อน้ำข้อมูลไปใช้ ข้อมูลที่มาจาก BIM คือข้อมูลที่อยู่นิ่ง (Static Data) ที่จะต้องถูกบริหารจัดการ ปรับปรุงแก้ไข โดยมืออาชีพ ส่วนข้อมูล จาก ioT คือข้อมูลที่ต่อเนื่อง (Dynamic Data) ถูกส่งต่อจาก Sensor และต้องมีการบันทึกเป็น Log การบริหารจัดการข้อมูลสองลักษณะนี้ มีความแตกต่างกัน

การนำ BIM มาเป็นแกนกลางในการเชื่อมกับ ฐานข้อมูลอื่นๆ หรือ Data ลักษณะอื่นๆ เพื่อสะท้อนภาพความเป็นจริงของ สินทรัพย์ ที่เป็นอาคาร หรือ สาธารณูปโภค หรือเมือง ให้ถูกต้องตรงกันตลอดเวลาคือ หลักคิดของ Digital Twin และต้องมี Software ที่นำ BIM File ไปวางไว้ ณ แกนกลาง เพื่อเชื่อมข้อมูลอื่นๆ เข้าหากัน

การใช้ Digital Twin บนพื้นฐานของ BIM จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้แก่

  1. ลดคนทำงาน – การทำงานในลักษณะของ Preventive Maintenance ที่ยึดตาม Schedule และต้องให้คนไปเดินตรวจ และเปลี่ยนอุปกรณ์ตามเวลา จะเปลี่ยนไป เป็นลักษณะของ Condition Maintenance เนื่องจากการรายงานข้อมูลของเครื่องจักรสำคัญ จะถูกส่งเข้ามาตลอดเวลา และมีการประมวลผลอัตโนมัติ ทำให้เมื่อเครื่องจัก “ใกล้เสียหาย” ก็ค่อยส่งคนไปดำเนินการได้ และ คนที่ไปดำเนินการ ก็ไม่ต้องอยู่ประจำเพื่อทำความเข้าใจอาคารอย่างใกล้ชิด สามารถส่งคนที่ไม่เคยรู้จักอาคารสถานที่ดังกล่าวมาก่อนเข้าไปได้ เพราะ BIM จะเป็นเครื่องนำทางให้ไปสู่ตำแหน่งนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน
  2. ข้อมูลที่มาอย่างทันท่วงที – ข้อมูลที่มาอย่างทันท่วงทีมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะในเวลาที่ อาคาร หรือสาธารณูปโภคประสบเหตุการณ์ฉุกเฉิน ระบบ Digital Twin ที่รายงานเพลิงไหม้ รายงานสถานการณ์น้ำท่วมหรือรายงาน การอพยพได้อย่างตรงตามความเป็นจริงจะทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก ลดความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
  3. วิเคราะห์เพื่อค้นพบสิ่งใหม่ – ข้อมูลที่ถูกบันทึกอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบและนำมาประมวลผลและวิเคราะห์ จะทำให้เกิดการค้นพบสำคัญเสมอ เช่น การประหยัดพลังงาน การจัดการเส้นทางการเดิน หรือโอกาสทางการค้า อื่นๆ ที่เจ้าของสามารถเล็งเห็นได้
https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/16.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-04 15:31:002025-01-14 15:48:53จาก BIM สู่ Digital Twin ตอนที่ 1

รู้จักกับบรรดา Software ใน BIMverse

November 1, 2023/in บทความ, Uncategorized
 

ท่ามกลางกระแส AI ของ ChatGPT ทำให้เกิดความตื่นตัวในหลายๆ อาชีพว่าจะถูก AI แย่งงานไปไหม ที่จริงแล้วในวงการ BIM เองก็มีเหตุการณ์คล้ายๆกันคือ Software+Hardware เก่งขึ้นมากๆ จนสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้หลายส่วน วันนี้ผู้เขียนจึงขอแนะนำซอฟท์แวร์ BIM ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในไทย

Prota

เป็นโปรแกรม Structural Analysis ที่เป็น BIM สามารถนำไปใช้ตรวจสอบ Clash Detection รวมถึงทำแบบ 2D ได้ด้วย ซึ่งจุดเด่นของ Prota ตัวโปรแกรมสามารถเข้าใจโมเดลของอาคารได้อย่างอัตโนมัติ ว่าจุดใดคือ Node, Member, เสา, คาน, พื้น ทำให้ลดเวลาในการสร้างโมเดลโครงการ และสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรม BIM อื่นๆ เช่น Revit และ Archicad ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถลดความผิดพลาดจากการประสานงานระหว่างสถาปนิก และวิศวกรโครงสร้างไปได้มาก นอกจากนี้หากในกรณีที่สถาปนิกมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เพิ่มระยะของคาน ทางวิศวกรโครงสร้างก็สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าคานที่ยาวขึ้น จะมีผลต่อความแข็งแรงของอาคารหรือไม่ ซึ่งหากวิศวกรโครงสร้างและสถาปนิกที่ทำงานร่วมกัน มีการปรับ Work Flow ที่เหมาะสม จะสามารถลดเวลาในการ

DDScad

เป็นซอฟท์แวร์ BIM ด้าน MEP ที่สามารถออกแบบ, วิเคราะห์, เขียนแบบ ได้ทั้ง 2D และ 3D รวมถึงทำ Clash Detection หรือแนะนำการหลีกเลี่ยง Clash ได้ โดยนอกจากผู้ออกแบบสามารถใช้ซอฟท์แวร์สร้างโมเดล Route Line ของงานระบบต่างๆ ได้แล้วนั้น ตัวโปรแกรมยังสามารถคำนวณค่าทางวิศวกรรมออกมาได้โดยอัตโนมัติ เช่น ระบบไฟฟ้ากำลังและแสงสว่าง, ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ, ระบบสุขาภิบาล เป็นต้น  ทำให้การทำงานสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับ Software BIM ตัวอื่นๆ ผ่านการแปลงไฟล์ เป็น ifc ได้ด้วย

Solibri

เป็นซอฟท์แวร์ที่เช็คคุณภาพของ BIM Model ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่ามีเพียงการทำ Clash Detection เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงนั้น Solibri ยังมีความสามารถมากกว่านั้น เช่น สามารถตรวจสอบความถูกต้องของ BIM Model ตามข้อกำหนดของการออกแบบ, ตามฮวงจุ้ย หรือตามกฎหมายได้ เช่น ความกว้างของทางเดินในอาคาร, ระยะร่น, ความสูงของฝ้าในอาคาร, Vertical Clearance ในที่จอดรถ เป็นต้น ในปัจจุบันหลายหน่วยงานยังใช้มนุษย์ในการตรวจสอบข้อกำหนดต่างๆใน BIM Model ซึ่งเวลาในการทำงานค่าแรงของทีมงานเป็นต้นทุนที่พอสมควร นอกจากนี้ยังไม่สามารถมาตรวจสอบย้อนกลับว่าทำงานได้ถูกต้องอย่างครบถ้วนหรือไม่ การที่ใช้ซอฟท์แวร์ช่วยตรวจสอบสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอนนั้น ซอฟท์แวร์น่าจะทำงานได้ครบถ้วน รวดเร็ว และถูกกว่าการใช้มนุษย์ทำงาน

PTV Viswalk

ในช่วงวันสิ้นปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเค้าท์ดาวน์และก็ได้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากไปรวมตัวกันตามสถานที่ที่มีกิจกรรมซึ่งอาจจะมีจำนวนมากกว่าที่ทางผู้จัดคาดการณ์ไว้ ซึ่งก็เป็นที่น่ากังวลว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแบบที่ อิเทวอน เกาหลีใต้ เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา โดยใน BIMverse มีซอฟท์แวร์ PTV Viswalk ที่สามารถวิเคราะห์และจำลองการอพยพของประชาชนออกจากพื้นที่กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบสามารถวางแผนรองรับเหตุการณ์ร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด จริงอยู่ว่าหากไม่ใช้ Software นี้ในการวิเคราะห์ ผู้จัดงานอาจให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์โดยใช้การคำนวณด้วยตาราง Spreadsheet ทดแทนได้ อย่างไรก็ตาม Spreadsheet ไม่สามารถแสดงภาพ ที่ทำให้เห็นสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน และยากต่อการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เช่น กู้ภัย, ตำรวจ

Lidar Scanner in iPhone

ไอเท็มนี้ไม่ใช่ BIM โดยตรง แต่จำเป็นต้องพูดถึงเนื่องจากเข้ามา Disrupt วงการ BIM จากการที่เคยเข้าสำรวจอาคารเพื่อทำการรีโนเวทโดยการสำรวจด้วยแรงงานคน ก็สามารถใช้ iPhone ราคาหลักหมื่นทำงานสำรวจได้ ผลในเวลาอันสั้น

ตัวอย่าง App Polycam ที่เป็น App ใน iOS ที่ใช้ Lidar ใน iPhone สแกนอาคารและสร้าง Floor Plan เป็น 3D Model ได้

Embodied Carbon Calculator

มีบริษัทในต่างประเทศหลายแห่ง แสดงตัวว่ามีโปรแกรม หรือให้บริการ หรือกำลังพัฒนา Software/Platform ที่ใช้ในการคำนวณ Carbon Footprint ของอาคารในช่วงการก่อสร้างรวมถึงตลอดอายุการใช้งานของอาคาร โดย Software ดังกล่าวทำงานร่วมกับ BIM Model แม้ว่าผู้เขียนยังไม่เคยมีประสพการณ์โดยตรงกับ Software เหล่านี้ แต่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนในวงการ BIM และ Carbon Credit จึงแนะนำว่าควรศึกษาไว้เนิ่นๆ เพื่อโอกาสทางธุรกิจ ตัวอย่างองค์กรที่น่าจะให้บริการ Embodied Carbon Calculator เช่น Turner & Townsend, ASPEC, 3D Repo

บทสรุป

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีใน BIMverse ปัจจุบัน สามารถนำมาทดแทนมนุษย์ได้พอสมควร ซึ่งบุคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรม ควรปรับตัวไปตามเทคโนโลยีดังกล่าว ไปทำงานในส่วนที่ Software ยังพัฒนาไปไม่ทัน รวมถึงใช้ Software ที่มีอยู่เป็นเครื่องทุ่นแรงให้มากที่สุด อย่าพยายามแข่งกับ Software ในส่วนที่ Software เก่งกว่ามนุษย์ เพราะชนะได้ยาก

https://i0.wp.com/tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2025/01/15.png?fit=1080%2C1080&ssl=1 1080 1080 iikoyii https://tbim.appbkk.com/wp-content/uploads/2026/01/cropped-images-300x300.jpeg iikoyii2023-11-01 15:24:002025-01-14 15:29:18รู้จักกับบรรดา Software ใน BIMverse

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • January 2025
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • March 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • January 2023
  • September 2022
  • May 2022
  • March 2022
  • January 2022
Popular
  • เมื่อ UK BIM Mandate 2026 ที่กำลังจะประกาศมีความเชื่อมโยงกับหลักการ...January 10, 2026 - 10:18 pm
  • ประกาศเลื่อนประชุม...March 18, 2022 - 10:00 am
  • ลงทะเบียนฟรี! ความท้าทาย...May 25, 2022 - 10:00 am
  • Download Free !! Thailand BIM Object Construction Material...September 26, 2022 - 10:00 am
  • เทรนด์ก่อสร้าง-อสังหาฯในอีก5...January 4, 2023 - 4:08 pm
Recent
  • เมื่อ UK BIM Mandate 2026 ที่กำลังจะประกาศมีความเชื่อมโยงกับหลักการ...January 10, 2026 - 10:18 pm
  • TBIM Trip 2026: NorwayFebruary 9, 2026 - 3:35 pm
  • ทำไม BIM จึงจำเป็นต่อ Digital...January 14, 2025 - 4:09 pm
  • BIM – Back to Basics ตอนที่ 2November 14, 2024 - 3:10 pm
Tags
Announcement BIM BSA CAD Construction Covid-19 Digital Document Download Guideline Material Revit Seminar Smart City TBIM TBIM2023 Technology Thailand

TBIM

Thailand BIM Association

สำนักงานใหญ่

139 Pan Road, Silom, Bangrak, Bangkok 10500

tbim.asso@gmail.com

โซเชียลมีเดีย

Facebook
Youtube

สอบถาม

หากมีคำถาม ข้อสงสัย หรือคำแนะนำ โปรดติดที่ส่วนงานเลขาสมาคม
081-1529886
(คุณกอล์ฟ)
096-7825395
(คุณก้อย)

ติดต่อเรา
Scroll to top
 

Loading Comments...