อัพเดทเรื่อง BIM รอบโลก

ภายในประเทศไทย

ปีนี้เป็นปีที่ BIM มีความเคลื่อนไหวแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ทั้งจากสมาคมวิชาชีพ สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการรัฐ หน่วยงานเอกชน ซึ่งก็น่ายินดีที่ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปในทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เท่าที่ผู้เขียนสังเกตเห็น มีดังนี้

  • ความไม่เข้าใจของ Top Management

อย่างที่คนในวงการ BIM เข้าใจอยู่แล้วว่า BIM คือกระบวนการ แต่ Top Management ของหลายองค์กร ไม่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ BIM จึงมีความเข้าใจอย่างผิวเผินว่า BIM เป็นเทคโนโลยี หรือ Software ดังนั้นการสั่งการ Top Down จึงเป็นการให้พนักงานเขียนแบบเข้าฝึกอบรม Software เพื่อเขียน 3D Model เพื่อ Clash Detection เท่านั้น โดยปล่อยอิสระให้ ผู้บริหารระดับกลาง ผู้จัดการโครงการ วิศวกรและสถาปนิก ยังทำงานในลักษณะเดิมๆ ผลที่ได้คือ กระบวนการทั้งหมดยังเป็น 2D เหมือนเดิม จึงไม่เกิดประโยชน์อื่นๆ ที่ควรได้จาก BIM เช่น การลดเวลา ต้นทุน ในการทำงาน การลดรอยต่อในการส่งต่อข้อมูล โดยสิ่งที่แย่ที่สุดในวิธีนี้คือ การทำงานที่ซ้ำซ้อนกันระหว่าง 2D และ 3D และบ่อยครั้งที่มีข้อมูลขัดแย้งกัน (ซึ่งตรงนี้มักจะบ่งชี้ว่า BIM คือต้นทุนทางการเงินในองค์กรที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์) จะเห็นได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารองค์กรต้องเข้าใจกระบวนการทำงาน BIM อย่างลึกซึ้งเพื่อนำมาสร้างคุณค่าให้กับการทำงานในองค์กร มากกว่าที่จะทำ BIM ตามกระแส

  • ความไม่เข้าใจของระดับปฏิบัติการ

ต่อเนื่องจากคำสั่ง Top Down มาโดยขาดความเข้าใจ และระดับปฏิบัติการก็ไม่เข้าใจในกระบวนการ BIM เช่นกัน จึงก่อให้เกิดการทำ BIM แปลกๆ เช่น การจัดทำคู่มือแสดงการเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า ในรูปแบบของเอกสารหลายร้อยหน้า ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หากผู้ใช้งานต้องการทราบการเชื่อมต่อของวงจร ก็สามารถตรวจสอบจาก BIM Model ได้โดยตรงอยู่แล่้ว

  • การกำหนดว่า BIM คือ Software ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น

เรื่องนี้ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องเรื่องนี้ไปแล้ว เกี่ยวกับ OpenBIM แต่ในประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก

  • แล้วองค์กรของเราควรทำอย่างไร

หากองค์กรของท่านเพิ่งเริ่มต้นนำกระบวนการ BIM มาใช้ โดยที่ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญ อาจติดต่อสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวกับ BIM เช่น สมาคม TBIM https://tbim.appbkk.com/ ให้ความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการค้นคว้าข้อมูลจากต่างประเทศ หลากช่องทาง เช่น Linkedin บทความทางวิชาการ นิตยสารเช่น AEC Magazine https://aecmag.com/ เป็นต้น เพื่ออัพเดทข้อมูลข่าวสาร

ต่างประเทศ

ท่ามกลางกระแส ESG (Environmental, social, and governance) ก็มี การกล่าวถึงการนำ BIM มาประยุกต์ใช้กับการคำนวณค่า Carbon ของอาคาร กล่าวคือหากท่านผู้อ่านคุ้นเคยกับ BIM อยู่แล้ว อาจทราบว่า BIM สามารถถอดปริมาณงาน (Quantity Takeoff) ได้สะดวกรวดเร็วหากมีการวางแผนที่ดี นอกจากนี้หากมีการคำนวณปริมาณคาร์บอนต่อยูนิตของวัสดุก่อสร้าง ทั้งในขั้นตอนการผลิต ก่อสร้าง และช่วงให้บริการของอาคาร ก็ทำให้สามารถคำนวณปริมาณของ Carbon ของทั้งวงจรชีวิต (Life Cycle) ของโครงการนั้นๆ ได้ ซึ่งแนวทางคำนวณปริมาณ Carbon นั้น ผู้เชี่ยวชาญบางท่านอาจเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมี BIM ก็สามารถทำได้ แต่จากการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ BIM หลายๆ องค์กร พบว่าหากใช้ BIM เป็นฐานของการคำนวณ Carbon นั้น จะสามารถคำนวณได้ แม่นยำ รวดเร็ว แสดงให้เห็นได้ชัดว่าการลดปริมาณ Carbon สามารถทำได้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

Visualising Carbon: BIM to Zero

เป็นบันทึกงานสัมมนาออนไลน์ที่มีการนำ BIM มาใช้ในการคำนวณค่า Carbon ตลอดอายุการใช้งานของอาคาร โดยมีการพัฒนาเครื่องมือเช่นซอฟท์แวร์ต่างๆ มารองรับ BIM Model เพื่อให้แน่ใจได้ว่าผลการวิเคราะห์สามารถทำได้รวดเร็วและสามารถทดลองเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างเป็นชนิดต่างๆ ได้ดังที่ต้องการเพื่อคำนวณการลดปริมาณ Carbon ให้ต่ำลงที่สุด

แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะพัฒนาโดยบริษัทซอฟท์แวร์ในต่างประเทศ (3D Repo) แต่ก็สามารถนำมาใช้ในไทยได้ โดยในอนาคต น่าจะสร้างให้เกิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ เช่น การออกแบบอาคาร Carbon ต่ำที่สามารถรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ,

ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างสามารถติดฉลากปริมาณ Carbon รวมถึงบรรจุข้อมูล Carbon ลงใน BIM Object เพื่อให้ผู้ออกแบบสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันที

Embodied carbon: the importance of data

(จากนิตยสาร AEC Magazine July/August 2022, https://aecmag.com/magazines/)

บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร AEC Magazine ซึ่งเป็นเหมือนสังคม BIM ในยุโรป ได้มีการพูดถึงว่า ระบบข้อมูลสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญมากในการลดปริมาณ Carbon หากว่าผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างได้แสดงข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้วนั้น ระบบ Digital ในอุตสาหกรรมก่อสร้างจะสามารถดำเนินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบ Digital ในอุตสาหกรรมก่อสร้างจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “nice to have” อีกต่อไปเพราะจะสามารถสร้างประโยชน์ได้ชัดเจนโดยเฉพาะเรื่อง Carbon Footprint ที่การทำงานในรูปแบบเดิมสามารถทำได้เพียงผิวเผินเท่านั้น

นอกจากนี้ในนิตยสารเล่มดังกล่าวยังมีเนื้อหาที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Software เกี่ยวกับ BIM ที่ใช้ในยุโรป เพื่อการออกแบบ ก่อสร้าง สำรวจ รวมถึงการบูรณาการกับ GIS ซึ่งซอฟท์แวร์ดังกล่าวอาจไม่แพร่หลายในไทยแต่ก็แสดงให้เห็นว่าอะไรที่ไม่ได้แพร่หลายในไทยก็เป็นสิ่งที่องค์กรอีกฟากของโลกนิยมใช้งานในระดับสูงได้ นอกจากนี้ยังมีจดหมายเปิดผนึกของกลุ่มสถาปนิกในสหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศสแกนดิเนียเวีย เกี่ยวกับ BIM Software ซึ่งน่าจะเป็นการเปิดโลกทรรศน์ของกลุ่มคนทำ BIM ในไทยได้

BIM – Back to Basics ตอนที่ 2

Point Cloud

คือข้อมูลที่ได้จากการเก็บสภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติ ซึ่งจะได้จุดบนพื้นผิวของวัตถุที่มีค่าพิกัดแกน X, Y และ Z ซึ่งนิยมนำมาใช้ในการสำรวจหน้างาน (Survey) ที่กำลังจะเริ่มก่อสร้าง ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราได้ข้อมูล ระยะและค่าระดับต่างๆที่มีจำนวนเยอะกว่าการทำงานแบบเดิม รวมไปถึงการได้ภาพถ่าย 360 องศาในแต่ละจุดที่สำรวจมาพร้อมๆกัน โดยใช้เวลาในการทำงานน้อยกว่าและจำนวนคนน้อยกว่า

นอกเหนือจากการใช้งานตอน survey ยังมีการนำ Point Cloud ไปใช้ในการแสกนพื้นที่ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ เพื่อนำโมเดล Point Cloud มาเปรียบเทียบกับโมเดล BIM ที่ทางผู้รับเหมาทำอยู่เพื่อตรวจสอบและอนุมัติ As-built Model ซึ่งจะทำให้ทางเจ้าของงานมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่รับมอบไปมีความถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการอาคารต่อไป

BIM Uses

“จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของกระบวนการ BIM มีหลากหลายขึ้นอยู่กับการใช้งานของงานในแต่ละช่วง โดยช่วงในการใช้งานแบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลักๆ คือ ช่วงการวางแผน ช่วงการออกแบบ ช่วงการก่อสร้าง และช่วงการใช้งานอาคาร”

ซึ่งแบ่งเป็นรายละเอียดของการใช้ประโยชน์ได้ตามตารางตัวอย่างของทาง The Pennsylvania State University

ช่วงกระบวนการออกแบบ (Design)

“ในช่วงกระบวนการออกแบบจะมีการตรวจโมเดล 3 มิติประกอบกับแบบ 2 มิติที่ทำมาจากซอฟต์แวร์เดียวกัน ที่ช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานของมนุษย์ เช่น เมื่อมีการขยับประตูในโมเดล 3 มิติ ประตูบานที่ถูกขยับก็จะมีการแสดงผลที่ปรับเปลี่ยนในโมเดลแล้วในแบบ 2 มิติทั้งแปลน รูปด้าน และรูปตัด ประโยชน์การใช้งานตรงนี้คือการทำ Design Review และ Design Authoring และ 3D Coordination”

 

ซึ่งกระบวนการทำงานจะมีคำที่คุ้นเคยสำหรับคนที่ได้มีโอกาสร่วมทำโครงการที่เจ้าของงานกำหนดให้มีการใช้ BIM อีก 2 คำ คือ Visual Check (VC) และ Clash Detection หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่า ตรวจแคลช ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่สร้างให้เกิดการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ระหว่างผู้ออกแบบแต่ละสายงานและมีการประสานงานกัน (Coordinate) ซึ่งคำว่า Coordinate นี้เองก็มีอีกความหมายนึงที่มีความสำคัญมากกับการทำ BIM คือ ค่าพิกัด เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นการทำงานในโลกเสมือนและทำงานเป็น 3 มิติ มีค่าพิกัดแกน X, Y และ Z จึงต้องมีการกำหนด Coordinates หลายๆจุดร่วมกันในโลกดิจิตัลเหมือนกับการกำหนดจุดก่อสร้างหน้างาน ไม่ว่าจะเป็น Survey Point หรือ Project Base Point

ช่วงก่อสร้าง (Construct)

“ในช่วงก่อสร้างประโยชน์ในส่วนของ 3D Coordination นั้นจะตรงกับการทำงานของผู้รับเหมาในช่วงที่ทำ Shop Model และ Shop Drawing รวมไปถึงการวางแผนงานก่อสร้าง การจัดพื้นที่หน้างาน จนกระทั่งส่งมอบ Record Model หรือที่เราคุ้นชินกับคำว่า As-built Model และ As-built Drawing ให้กับทางเจ้าของงานและหรือฝ่ายดูแลอาคารที่ดูแลด้านงานบริหารทรัพยากรอาคาร (Facilities Management)”

ส่วนประโยชน์ของ Cost Estimation นั้นมาจากความสามารถในการถอดปริมาณของวัสดุที่ถูกเขียนขึ้นในโมเดล 3 มิติ ทำให้มีปริมาณที่แม่นยำมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น แต่การถอดปริมาณจากโมเดลนั้นก็จะได้ข้อมูลมาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นจากรายการทั้งหมดใน BOQ เปรียบเทียบง่ายๆก็คือ หากมีการเขียนโมเดลก็จะมีปริมาณที่ถอดออกมาได้ แต่งานส่วนไหนที่ไม่ได้เขียนโมเดลก็จะไม่มีปริมาณที่ถอดออกมาได้แบบตรงไปตรงมา เช่น ปริมาณไม้แบบ

ประโยชน์การใช้งานเหล่านี้จะถูกกำหนดไว้ใน BEP (BIM Execution Plan) ซึ่งเปรียบเสมือนเอกสารควบคุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกันที่กำหนดรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน เวอร์ชั่นที่ใช้งาน คนที่เกี่ยวข้องและผู้ประสานงานหลัก ในสมัยก่อนจะมีการกำหนดการรับส่งไฟล์เพื่อประสานงาน แต่ในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยี Cloud และ Platform ที่เป็น Cloud-Based ในการประสานงานจึงมีการกำหนดเพิ่มเติมในเรื่องของ CDE (Common Data Environment) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นเมื่อมีการกำหนดกระบวนการดังกล่าวใน ISO 19650

กลับมาที่ประโยชน์ของการใช้งาน BIM จะมีคำถามว่าแล้วจะกำหนดอย่างไร ซึ่งในช่วงที่ยังไม่มีแนวทางที่เป็นหลักเกณฑ์ชัดเจน กระบวนการนี้จึงถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา (Pain Points) ที่เกิดขึ้นบ่อยๆในกระบวนการออกแบบและก่อสร้างในประเทศไทย

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่แบบแปลนไม่ตรงกับรูปด้าน รูปตัด หรือแบบขยาย หรือแบบของสถาปนิกกับวิศวกรมีความขัดแย้งกัน รวมถึงตอบโจทย์ของเจ้าของงานที่มีเป้าหมายที่จะเพิ่มคุณภาพ (Quality) และลดค่าใช้จ่าย (Cost) และลดเวลา (Time) ไม่ว่าจะเป็นการลด variation ที่เกิดระหว่างงานก่อสร้างเนื่องจากแบบ For Construction ยังมีความคลาดเคลื่อนกันอยู่”

ซึ่งเสียหายทั้งในเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่าย และมีการกำหนดเป้าหมายต่างๆและมีการอธิบายให้ชัดเจนขึ้นเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันใน ISO 19650 ตามภาพด้านล่าง

ซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ BIM

ก่อนที่จะไปไกลถึงเรื่อง ISO 19650 ขอย้อนกลับมาที่พื้นฐานของ BIM กันต่อ เพราะมีอีกเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญ คือ เรื่องของซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ BIM ซึ่งมีมากมายหลากหลายขึ้นเรื่อยๆเพื่อตอบโจทย์การทำงานของแต่ละฝ่าย การทำงานในแต่ละขั้นตอน การทำงานในแต่ละเป้าหมาย
“หลายๆคนเข้าใจว่าการใช้ซอฟต์แวร์จากค่าย Autodesk® ที่ชื่อว่า Revit® หรือซอฟต์แวร์ของ Graphisoft ที่ชื่อว่า ArchiCAD® คือการทำ BIM แล้ว จริงๆการเข้าใจแบบนั้นก็ไม่ผิดซะทีเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานซอฟต์แวร์เหล่านั้นด้วยว่าถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือเขียนแบบ (Drafting Tool) ที่เหมือนเปลี่ยนการทำงานจากซอฟต์แวร์ AutoCAD มาใช้ Revit® เท่านั้นหรือไม่”

เช่น การเริ่มทำงานได้มีการตกลงเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์หรือยัง มีการตกลงในกระบวนการทำงานรับส่งไฟล์รวมถึงวันที่แลกเปลี่ยนไฟล์ชัดเจนหรือไม่ มีการใช้ Cloud-based Platform ในการแลกเปลี่ยนไฟล์หรือไม่ มี Folder Structure อย่างไร มีการตกลงในการตั้งชื่อไฟล์ ตั้งชื่อแฟมิลี่ มีหลักการชัดเจนหรือไม่ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งหากมีสิ่งที่กล่าวมา แสดงว่าได้มีการเข้าสู่กระบวนการ BIM แล้ว แต่ถ้าหากแค่ใช้ซอฟต์แวร์เขียนแบบ 3 มิติและ 2 มิติ โดยที่ยังแบ่งการทำงานแบบ Drafting แบบเดิมก็อาจกลายเป็นอุปสรรคในการทำงานที่เป็น Full BIM ได้

อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การเลือกซอฟต์แวร์ที่ใช้ในกระบวนการ BIM นั้นจะต้องคำนึงถึง BIM Uses ของตนเองเป็นอย่างแรก หากเราเป็นสถาปนิกเราก็ต้องเลือกซอฟต์แวร์ที่เป็น Design Authoring เช่น Revit® หรือ ArchiCAD® แต่เจ้าของโครงการบางเจ้าก็จะกำหนดว่าจะต้องเป็น Revit® เนื่องจากไม่อยากกังวลในเรื่องของ Interoperability (ความสามารถที่จะสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลได้ระหว่างซอฟต์แวร์ต่างๆ)

ในขณะที่วิศวกรโครงสร้างก็มีหลายทางเลือกไม่ว่าจะเป็น Revit® หรือ Tekla หรือ Allplan ซึ่งบางตัวอาจสะดวกต่อการขึ้นโมเดล 3 มิติและทำแบบ 2 มิติ แต่บางตัวก็มีประโยชน์ในเรื่องของการคำณวนด้วย บางตัวก็เหมาะกับงานอาคารแต่เมื่อต้องทำงานโยธาก็ต้องเปลี่ยนเป็นอีกซอฟต์แวร์ ในส่วนของวิศวกรงานระบบตอนนี้ Revit® อาจเป็นทางเลือกที่คล่องตัวที่สุดสำหรับการทำงานในประเทศไทย

สำหรับผู้ออกแบบในปัจจุบันยังมีทางเลือกของซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการทำ Computational Design เช่นการใช้ Dynamo หรือ Grasshopper ในขณะที่คนทำงานในสายงาน PM CM และ BIM Manager สามารถเลือกใช้ BIM360 ที่ปัจจุบันกำลังอยู่ในการเปลี่ยนถ่ายไปสู่ Autodesk Construction Cloud หรือสามารถเลือกใช้ Autodesk Navisworks หรือ Solibri หรือ BIMTrack ในการตรวจซึ่งสามารถเปิดโมเดลได้ไวกว่า ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์น้อยกว่า (ง่ายๆคือคอมฯไม่ต้องเสปคสูงเท่าใช้ Revit® และมี Functions ที่เกี่ยวข้องกับการดูข้อขัดแย้งและติดตามประเด็น แต่ไม่สามารถแก้ไขโมเดลได้

นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารจัดการไฟล์ของโครงการ เช่น Projectwise หรือ Aconex และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารทรัพยากรอาคาร (FM) เช่น Ecodomus Archibus FM:Systems และ ArchiFM เป็นต้น ซึ่งซอฟต์แวร์เหล่านี้ช่วยทำให้แต่ละฝ่ายใช้ประโยชน์จากโมเดล 3 มิติและข้อมูลที่อยู่ภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ด้วยความหลากหลายนี้เอง ก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการจัดซื้อหรือเช่า (Subscription) ซอฟต์แวร์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจและเชี่ยวชาญ ดังนั้นการวางแผนในการเข้าสู่กระบวนการ BIM ของแต่ละองค์กรจะต้องมองให้รอบด้าน ใช้ประโยชน์ทุกด้านให้คุ้มค่า มองเป้าหมายระยะยาวที่บุคลากรทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและผลงานมีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาบุคคลากรทั้งในด้านเทคนิคในการใช้ซอฟต์แวร์และความเข้าใจแนวความคิดและกระบวนการ BIM และการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆควบคู่ไปกับการทำงาน

แล้วในบทความต่อไปเราจะมาพูดถึงคำศัพท์ (Acronym, Jargon และ Terminology) ของ ISO 19650 กันว่า อะไรคือ OIR PIR AIR EIR AIM PIM CDE TIDP MIDP Responsibility Matrix และคำศัพท์อื่นๆ ที่ทำให้ BIM รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องเชิงเทคนิค

ทั้งๆที่จริงๆมันคือสิ่งใกล้ตัว เป็นกระบวนการที่ทำกันอยู่แล้วในการออกแบบและก่อสร้างที่ใช้เทคโนโลยีของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มคุณภาพในการทำงานให้มากขึ้น รวมถึง Classification ที่เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ทำให้กระบวนการ BIM ได้ข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่และราบรื่นยิ่งขึ้น

Metaphor ของ BIM กับ ERP ตอนที่ 2

อ่านบทความ “Metaphor ของ BIM กับ ERP ตอนที่ 1” ที่นี่

นอกจากนิยามของตัวมันเองแล้ว การเปลี่ยนผ่านในช่วงของการ Implement หรือ ที่เรียกว่า “ขึ้นระบบ” หรือ “วางระบบ” ระหว่าง ERP กับ BIM มีความเหมือนกันในหลายๆ มิติ ดังนี้

(1) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ Business Process ต้องเข้ามาทำงานบนระบบ ERP หมด

ก็คือแทบจะทั้งองค์กร อาจจะมีรอดไปบ้าง เช่น ฝ่ายกฎหมาย หรือฝ่ายราชการสัมพันธ์ แต่องค์กรที่ทำจริงจัง แม้แต่การเก็บเอกสารบางครั้งก็โอนมาบน ERP ดังนั้น จากคนที่แยกตัวเป็นรัฐอิสระ เป็นไซโล นั่งทับอะไรไว้ ก็ต้องคายออกมาอยู่ในระบบ ทั้งหมด ให้คนอื่นๆ ได้เห็นไปด้วยกัน

สำหรับ BIM สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีคนถามตลอดว่า ผมทำงานฝ่ายนี้ ต้องใช้ BIM หรือไม่ BIM น่าจะมีเฉพาะฝ่ายออกแบบใช่หรือไม่ หากเราใช้หลักการของ ERP มอง คำถามคือ “คุณเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่มาจากแบบหรือไม่” เช่น คุณเป็นฝ่ายประมาณราคา คุณไม่เขียนแบบ แต่ข้อมูลจากแบบ คือ ข้อมูลขาเข้าที่สำคัญของคุณ ถ้าไม่มีคุณทำงานไม่ได้ คุณก็ต้อง “ใช้ระบบ” BIM ให้เป็นถึงแม้จะไม่ได้เขียน Model ก็ตาม

(2) กระบวนการและอำนาจสั่งการต้องชัดเจน

ระบบงานใดที่ไม่มีมาก่อน กระบวนการใดที่ไม่ชัดเจน กำกวม ต้องมาทำให้ชัดเจน ไม่มีคำว่าอะไรก็ได้ ใครมีอำนาจอะไรทำได้ หรือไม่ได้ ต้องมีหลักการ โดยปกติองค์กรจะต้องสร้าง Table of Authority แสดงอำนาจของผู้บริหารและพนักงานในระดับต่างๆ ที่มีสิทธิ์ในการสั่งการ นั่นคือสิ่งที่ต้องสะท้อนมาในเงื่อนไขของการปรับองค์กร

ในโลกของ BIM คำถามคือ ใครมีสิทธิ์แก้แบบ ใครมีสิทธิ์ Upload ใครมีสิทธิ์ลบ หรือใครได้แค่ Comment แล้วเมื่อจบการออกแบบ ไปที่การก่อสร้าง ผู้ออกแบบ ต้องถูกปลดสิทธิ์ออกจากระบบหรือไม่อย่างไร หากองค์กรไม่มีกระบวนการ คำตอบของเรื่องเหล่านี้ ย่อมไม่มี การทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดย่อมไม่เกิดขึ้น

หมายเหตุ เอาแค่ข้อ (1) และ (2) นี่เอง องค์กรหลายๆ องค์กร พอผู้บริหารที่อาจจะเป็นรุ่นใหม่ จะเอา ERP มาใช้ แล้วพอเจอ พนักงานเก่าที่แข็งแกร่งมากๆ และไม่ยอมเปลี่ยน และผู้บริหารใหม่ก็ไม่กล้าจะชนกับพนักงานเก่า ทุกอย่างจะจบลงตรงนี้ แล้วไปต่อไม่ได้ และคนจะหาแพะรับบาป แพะที่ง่ายที่สุดคือ “เทคโนโลยี” เพราะมันไม่มีชีวิต พูดประโยคเดียวว่า “ERP ไม่เหมาะสำหรับวัฒนธรรมองค์กรของเราก็พอแล้ว

แต่ข่าวดีสำหรับ ERP เหตุผลหนึ่งที่ ERP มักถูกดันไปต่อจนจบแม้จะต้องเจ็บปวดสาหัสเพียงใด ก็คือ การใช้ ERP เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของบริษัทที่จะจดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นมันเหมือน Fight บังคับที่ถอยไม่ได้แล้ว ต้องทำให้สำเร็จให้ได้

แต่ในโลกของ BIM คือ ไม่มีแรงผลักด้านหลังตรงนี้ ดังนั้นองค์กรไหนที่เริ่มเจออุปสรรค และคนเริ่มท้อ แผนไม่ชัด เป้าหมายไม่ชัด คนที่อยู่เก่าไม่ต้องการเปลี่ยน และต้องการทำลาย เรื่องนี้ก็อาจพังได้ง่าย

(3) การทำงานเปลี่ยนจากสายพาน มาเป็นระบบ Collaborate ที่ต้องมีการกำหนดสิทธิ์

แนวคิดเหมือน IT เช่นเดียวกับข้อ (2) เมื่ออำนาจสั่งการและกระบวนการชัดเจน สิทธิ์ในการที่จะเข้ามาดำเนินการใดๆ กับข้อมูลด้านธุรกิจขององค์กรก็คือ แล้วแต่ตำแหน่งของคนๆนั้น แล้วสภาพแวดล้อมของการทำงานคือ ข้อมูลจะอยู่กับที่ไม่เคลื่อนที่ไปไหนอยู่ในระบบ แต่คนต้องผลัดเวียนกันเข้ามาดำเนินการสร้างข้อมูล ให้เป็นประโยชน์กับองค์กร ต่างกับระบบเดิมที่ ต้อง “แบก” ข้อมูลไปเวียน ในจุดต่างๆ ให้คนเซ็น ให้พิจารณา ข้อมูลจึงเคลื่อนที่ตลอด ระหว่างที่เคลื่อนที่คนก็จะไม่รู้ ว่าเป็นอย่างไร

ในโลกของ BIM ที่เป็นโลกของแบบ ที่ทำงานบนสายพาน และเมื่อต้องการเปิดแบบ ก็ต้องให้ลูกน้อง “Print” เอาแบบมาให้ดู ต่อหน้า แล้ว Comment กลับไป ก็จะกลายเป็นโลกที่ทำงานผ่านการ Comment แบบ “บนระบบ” และ มี BIM Manager ขององค์กร คอยประสาน ข้อมูลกลับไปยัง Project Manager (หรือ BIM Manager ของเจ้าของ) เพื่อดำเนินการต่อ การ Print แบบออกมาสัปดาห์หนึ่งแล้วค่อยมาดู Comment กลับไป นั้น แบบที่อยู่ในระบบอาจจะเดินหน้าต่อไปอีกระดับหนึ่งแล้ว และ สิ่งที่ Comment กลับไปอาจจะไม่มีความหมายหรือคุณค่าใดๆ อีกแล้วก็ได้ การปรับตัว และปรับวิธีทำงานตรงนี้ยากมาก และเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ BIM ไม่เกิด

(4) คนที่เป็นเจ้าของ ข้อมูล ต้อง Input ข้อมูลเข้าสู่ “ระบบ” โดยตรง ไม่ผ่านคนอื่น

เรื่อง ERP ก่อนหน้านี้จะมี อาชีพหนึ่งที่เรียกว่า ธุรการ ที่เป็นคนทำเอกสาร เจ้านายเขียนมาแล้วธุรการไปกรอกลงระบบให้ ปัจจุบันโลกของการ Cut Cost ในธุรกิจ และการมาของ ERP ทำให้ธุรการ หมดคุณค่าไป เนื่องจากคนที่เป็นเจ้าของข้อมูลต้อง Key เอง ผู้จัดการ Sale ที่ไปขายของมา ต้องเขียนรายงานไปในระบบ คนนับ Inventory ต้อง Key การอนุมัติในระบบเองและรับผิดชอบกับข้อมูล จะอ้างว่า ธุรการทำมาผิดไม่ได้

เช่นเดียวกับข้อ (3) ในโลกของ BIM ไม่มีอีกแล้ว เด็ก Draft ที่ต้อง Print แบบมาให้คุณ ไม่มีอีกแล้ว Draft Man ที่ไปทำ Note แทนคุณ หากคุณคือ Project Manager คุณต้อง Interact โดยตรงกับข้อมูล และสั่งการให้มีการแก้ไขใดๆ “บนระบบ” ไม่ใช่สั่งภายนอก ด้วยปากเปล่า ทั้งนี้เพื่อให้ระบบ สามารถบันทึกสิ่งที่เป็น Note ว่าจะมีการแก้ไขอย่างไรต่อไปได้ มี Item อะไร Pending บ้าง เป็นต้น

(5) การออก Report หรือ ผลการทำงานต้องออกจากระบบเท่านั้น

เช่น รายงาน การขาย สินค้าคงเหลือไม่มีการ Print ออกมาเป็น Excel แล้วมาจัดเข้า Powerpoint แต่ให้มีการวาง Format สิ่งที่ต้องการนำเสนอเป็น Presentation จัดตำแหน่งกราฟต่างๆรอไว้เลย เมื่อถึงเวลาผู้บริหารก็ “เข้าระบบ” มาดู ซึ่งเราสามารถเรียกปรากฏการณ์นี้ ว่า “Dashboard”…ไม่มีอีกแล้ว ที่เราจะรอ Print แล้วเอามาอ่าน ใครที่เล่นหุ้น ต้องถามตัวเองว่า เราอยากดูราคาหุ้นของเรา ณ เวลานี้ หรือ เราอยากดูราคาเฉพาะ เวลา 16.30 น. กันแน่

เช่นเดียวกัน แบบของ BIM เปลี่ยนตลอดเวลา เราอยากดูแบบ เราก็ Set Dashboard แบบที่เราต้องการ เช่น Dashboard ปริมาณวัสดุ Dashboard พื้นที่ขาย Dashboard พื้นที่จอดรถ เป็นต้น สะท้อนตามแบบที่กำลังพัฒนาอยู่

(6) การ Migrate ฐานข้อมูลเดิมเข้าระบบคือ สาหัสมาก

ในวันที่เราเริ่มต้น ว่าองค์กรมีนโยบายจะไป ERP นอกจากการ Clear เรื่องอำนาจสั่งการ เรื่องกระบวนการต่างๆ แล้วยังมีประเด็นเรื่อง ฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ในอดีต ทั้งเรื่องฐานข้อมูลลูกค้า Supplier บัญชี Stock ต่างๆ ที่ต้องย้ายจาก กระดาษที่อยู่ที่เดิมเข้าไปในระบบ ERP เพื่อให้นำไปทำงานต่อได้

โดยหลักการแล้ว สำหรับ BIM จะง่ายกว่า องค์กรที่เป็นองค์กรออกแบบ หรือบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ตรงนี้จะไม่ยาก เพราะเราเน้นทำโครงการใหม่อย่างเดียว เพราะเราเป็นเพียง “คนสร้างข้อมูล” ส่งให้กับเจ้าของ แต่เจ้าของที่มี Asset เป็นอาคารจำนวนมากที่ต้องการ Implement BIM ให้สำเร็จเป็นส่วนหนึ่งของ ERP ขององค์กรนั้น ต้องมีการทยอยทำข้อมูล BIM ย้อนไปในอดีตเพื่อนำข้อมูล Asset ใน Portfolio ของเจ้าของนำมาใช้

(7) ใช้เวลา 2-3 ปี กว่าองค์กร จะทำงานบนระบบใหม่ได้เป็นปกติ

ERP คือการเปลี่ยนกระบวนการทำงาน และ ต้องมีการปรับทั้งทัศนคติ ทักษะ และ องค์ความรู้ใหม่ ต้องใช้เวลานานในการ ชักจูงให้คนเชื่อ ให้คนทุ่มเท ให้คนฝึกฝน มีความผิดพลาดอุปสรรคต่างๆ มากมาย กว่าจะทำงานบนระบบ ERP ได้เป็นปกติ “ทั้งองค์กร”

BIM ก็เช่นเดียวกัน และ อาจจะยุ่งกว่า เพราะต้องเกี่ยวกับคนภายนอกด้วย ในกรณีของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ฝ่ายออกแบบ ฝ่ายขออนุญาต ฝ่ายประเมินราคา ฝ่ายขาย ฝ่ายโอน ใช้ข้อมูล BIM หมด แล้วจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจและเล็งเห็นว่า ใช้ข้อมูล BIM จากต้นทางเลยคือ Update ที่สุด สะดวกที่สุด

หมายเหตุ: ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะพอเห็นแล้วว่า ถ้าการมาพัฒนา BIM ในองค์กร ก็เหมือนกับการ พัฒนา ERP ในองค์กร แล้วคำถามคือ “สองอันนี้มันเชื่อมโยงกันมั้ย” คำตอบคือ “Yes” สองสิ่งนี้เชื่อมโยงกันแน่นอน Synchronize กัน และควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เชื่อมโยงกัน แต่ขอละไว้ เขียนถึงวันหลัง

เมื่อ ERP ดำเนินการไปอย่างเหมาะสม ผลที่ออกมาคือความสวยงาม

  1. Organized Organization ระบบ ระเบียบ กระบวนการต่างๆ ถูกจัดให้เข้าที่โดยปริยาย ตามที่บอกไว้แต่ต้นว่า หากการทำงานภายในองค์กร กระบวนการไม่ชัด ระบบ ERP จะขึ้นไม่ได้ BIM ก็เช่นกัน ถ้าไม่ชัด ก็จะไม่มีวันเกิดได้เช่นกัน แต่หากเราอาศัยจังหวะนี้เป็นการสังคายนาองค์กรของเราไปเลย ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะทำ
  2. Real Time Information ใส่ข้อมูลไปที่จุดไหนผลกระทบภาพใหญ่เกิดทันที นี่คือหลักคิดเรื่อง Single Source Information ของ BIM ที่ปรับตรงไหน คนอื่นๆ ก็เห็นผลกระทบหมด “ทันที” การแก้แบบ คือแก้บนระบบกลาง จะไม่มีว่า “แบบไม่ตรงกันอีกต่อไป” เพราะมันมีแบบเดียว และ Update เสมอ แต่จะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนที่ทำแบบว่าทำถูกหรือไม่
  3. Surge of Productivity เมื่อใช้ระบบ ERP ใหม่เต็มที่ การ Scale Productivity เพิ่มคนด้านหน้าอย่างเดียว ส่วน Back Office ควรอยู่ด้วยคนเท่าเดิม ธุรการไม่จำเป็นต้องมี เอาธุรการไปทำงานอย่างอื่นได้ ในส่วนของ BIM การทำงานจะอยู่ที่ สถาปนิก และวิศวกร ที่ต้องเข้าใจ การก่อสร้างอย่างแท้จริง จะหนีความรับผิดชอบโดยการเขียนแค่ Concept หรือ “ประมาณนี้” แล้ว เข้าไปเป็น 3D อย่างไร ติดตั้งอย่างไร ไม่ชัด ไม่ได้ สถาปนิกหรือวิศวกรที่รู้เรื่องการตัดตั้งตัวจริง จะมีคุณค่าสูงมาก ในขณะที่คนที่ไม่รู้เรื่องก็จะหายไป ไม่มีการรับจ้างทำ Production แล้วเพราะ ตัวคนที่รู้เรื่องต้องทำเอง
  4. Accountability ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระบบตรวจสอบได้ ชัดเจนตามกระบวนการ เนื่องจากทุกอย่างชัดเจน กระบวนการ ผู้รับผิดชอบ ผู้ใส่ข้อมูล เวลาที่ใส่ ไม่มีใครหนีความรับผิดชอบไปได้ ไม่มีใครอ้างเอกสารที่ยังไม่ได้รับได้ ไม่มีใครอ้างว่า แนวทางไม่ชัดเจนได้ ทำให้การแก้ปัญหาในกรณีที่เกิดขึ้น ทำได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลา ในโลกของ BIM เหมือนกับ ERP คือมีการเก็บ Log หรือ บันทึกกิจกรรมที่มีการดำเนินการในระบบ แบบที่ออกมาจะทราบได้ทันที ชัดเจนว่าใครคือคนปรับใครคือคน Upload ใครคือคนเปลี่ยนข้อมูล และคนๆ นั้นต้องรับผิดชอบ ต่อผลที่เกิดขึ้น
  5. Analytics การนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาองค์กรทำได้ง่าย เพราะเปิดทีเดียวก็เจอ ERP มีการบันทึก Data ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และนำการเปลี่ยนแปลงนั้น มาวิเคราะห์ เพื่อทำนาย Trend สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ BIM เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลง แบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น บ่อย และไม่ต่อเนื่อง และ ราคา ต่อหน่วยของวัสดุที่มีการนำมาใช้ทำค่าก่อสร้าง หากมีแนวโน้ม การพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นประเด็นให้โครงการ สามารถหาวิธีบริหารความเสี่ยงได้

หมายเหตุ: ทุกวันนี้ ยังมีการรับจ้างเขียน BIM กันอยู่ เพราะ หลายองค์กรยังมอง BIM เป็น File ชนิดหนึ่ง ที่ต้อง “ส่งมอบ” ไม่ได้มองเป็นกระบวนการทำงาน  นั่นคือความซ้ำซ้อน

ดังนั้นโดยสรุป หากเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้จัดการระดับสูง ใช้ตรรกะของการ Implement ERP มาใช้กับการ Implement ระบบ BIM การวัดความคุ้มค่า และประสิทธิภาพการทำงาน จะสามารถเข้าใจและเห็นภาพได้ไม่ยากนัก

สุดท้ายถ้าจะ Summary BIM Benefit ให้ง่ายคือ “Speed & Accuracy ที่ก้าวกระโดด สำหรับองค์กร อย่างน้อย x3 เท่า ในเรื่องข้อมูลที่มาจากแบบ”

ธุรกิจที่ต้องการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ต้องมี ERP องค์กรที่ทำงานด้านแบบก่อสร้างหากต้องการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ต้องมี BIM

BIM Boothcamp 2023

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้

วันนี้วันลงทะเบียนวันแรกของงาน BIM Bootcamp 2023 แจ้งทราบพี่น้องสมาชิกชาว BIM Club TH ทุกคน 200 ที่นั่งเท่านั้น หมดแล้ว หมดเลย ไม่มีทดเวลาบาดเจ็บแน่นอน

BIM Bootcamp 2023
Date: Sat, 28th Oct 2023 8:00-18:00
Location: O-NES Tower
Ticket Type:
– Early Bird price :850 baht (before 31 Aug 2023)
– Regular Price: ฿1,500 ** (from 1 Sep 2023)
** Edited: 13 Sep 2023

*Included Shirt+Lunch+Snack

BIM Bootcamp คืออะไรสำหรับผู้ที่ไม่เคยมา มันคืองานที่มีห้องให้เลือก Training ได้ตามหัวข้อที่จะแจ้งและให้เลือกในภายหลัง โดยหลักๆจะมีทั้งห้องสถาปนิก, วิศวกรโครงสร้าง, วิศวกรงานระบบและงานประยุกต์ต่างๆ โดยผู้ที่มาเทรนนิ่งจะเป็นผู้ที่ทำงานนั้นๆมา อธิบายวัตถุประสงค์และวิธีการทำงานที่เกิดขึ้นจริง อุปสรรคปัญหาและแนวทางการแก้ไข อยากจะอธิบายให้ละเอียดกว่านี้แต่ก็เกรงใจชาว Early Bird ทุกท่านเพราะเขารู้กันว่างานนี้มันส์ขนาดไหน

การเตรียมตัว
1. หัวใจต้องพร้อม
2. Software ต้องถูกลิขสิทธิ์
3. ไม่แนะนำให้เอารถยนต์ส่วนตัวมา เพราะราคานี้ไม่รวมค่าที่จอดรถของอาคารครับ

ช่องทางในการสมัครที่นี้

https://tbim-bootcamp.goodwill.work